กลับมีความรู้สึกสนิทชิดเชื้อกันมากกว่า
หลินเมิ้งหยาคุกเข่าลงตามประเพณีเพื่อถวายคำนับพระสนมเต๋อเฟยเหนียงเหนียง
“เอ๋อร์ซี2ถวายคำนับแก่หมู่เฟย” นัยน์ตาคมกริบดั่งนกฟีนิกส์ของพระสนมเต๋อเฟยเหนียงเหนียงเจือไว้ซึ่งความโศกเศร้า แต่เมื่อได้เห็นลูกสะใภ้ ความโศกเศร้าจึงจางหายไปเล็กน้อย
“เด็กดี ลุกขึ้นเถิด มานี่สิ หมู่เฟยมีเรื่องจะคุยและกำชับเจ้าเล็กน้อย” พระสนมเต๋อเฟยต้องทนทุกข์ระทมในพระราชวังมานานหลายปีกว่าจะทำให้หลงเทียนอวี้อยู่อย่างผาสุก ในเมื่อหลินเมิ้งหยาก้าวขึ้นมาเป็นพระชายาอวี้แล้ว นางจะต้องอบรมดูแลหลินเมิ้งหยาให้ดี
“เปิ่นกงได้ยินมาว่าวันนี้มีคนมาหาเรื่องเจ้าบนถนนเช่นนั้นหรือ?” คำพูดของพระสนมเต๋อเฟยทำให้ใบหน้าของหลินเมิ้งหยาแดงก่ำ
เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ค่อนข้างใหญ่พอสมควร แต่นางคิดไม่ถึงเลยว่าพระสนมเต๋อเฟยที่อยู่แต่ภายในพระตำหนักจะได้รับข่าวสารว่องไวเช่นนี้
“เปิ่นกงรู้ว่าเจ้าเป็นเด็กที่รู้เรื่อง แต่เมื่อเจ้าถวายตัวเข้ามาแล้ว ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรจะต้องนึกถึงอวี้เอ๋อร์เป็นอันดับแรก อย่างเช่นเรื่องในวันนี้เจ้าก็น่าจะรู้ว่าการที่พวกอันธพาลเหล่านั้นยังสามารถก่อความวุ่นวายได้ก็เพราะพวกเขามีคนหนุนหลัง แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่คอยหนุนหลังของพวกเขาเป็นใคร?”
คำพูดของพระสนมเต๋อเฟยทำให้หลินเมิ้งหยารู้สึกว่าตนเองรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ตั้งแต่เด็กจนโต นางมักจะต่อสู้เพียงคนเดียวมาโดยตลอด ดังนั้นนางจึง