ใช่หรือไม่?” จิ่นเยว่กลับหัวเราะพลางส่ายหน้า ก่อนจะกระซิบเสียงเบา “พระชายาไม่ได้ทำอันใดผิด เพียงแค่ไม่ได้คิดให้รอบคอบ พระองค์ยังอายุน้อย ต่อจากนี้ไปเวลาจะทำอะไรต้องไตร่ตรองให้ดีเพคะ”
ตอนที่พระสนมเต๋อเฟยยังมีอายุเท่านี้ พระนางยังเป็นเด็กมิรู้ความที่เพิ่งจะเข้าถวายตัวในวังหลวงเช่นเดียวกัน
ทว่าพระชายามีพระสนมเต๋อเฟยที่ผ่านประสบการณ์อันโหดร้ายและขมขื่นในวังหลวงกว่ายี่สิบปีคอยชี้แนะ ดังนั้นพระชายาจะต้องยืนในวังหลวงได้อย่างมั่นคงอย่างแน่นอน
‘คิดให้รอบคอบ’ คำพูดสี่พยางค์นี้ทำให้หลินเมิ้งหยาฉุกคิดขึ้นมาได้
ดูท่าแล้วต่อจากนี้ไปนางจะต้องนึกถึงคำพูดสี่พยางค์นี้ให้ดี
“ขอบใจน้าจิ่นเยว่มากที่ชี้แนะข้า หยาเอ๋อร์ซึ้งใจมากจริงๆ” หลินเมิ้งหยารู้สึกเคารพนับถือน้าจิ่นเยว่ผู้แสนอ่อนโยนคนนี้มาก นางรู้ได้ทันทีว่ายังมีเรื่องให้ต้องเรียนรู้ในวังหลวงแห่งนี้อีกมากมาย!
“คุณหนู คุณหนู ท่านรีบไปดูหน่อยเจ้าค่ะ คุณชายน้อยอวี้เขา…เขา…” หรูเยว่ที่พาหลินจงอวี้ไปอาบน้ำวิ่งพรวดพราดเข้ามาพลางร้องตะโกน
ใบหน้ากลมเล็กแดงระเรื่อ ดวงตาเปล่งประกายเผยให้เห็นความเขินอาย ริมฝีปากร้องคำว่าเขา…ของเขา…ทว่านางกลับพูดไม่จบประโยค
“โวยวายอะไรกัน! หากท่านอ๋องประทับอยู่ที่นี่จะมิเป็นการเสียมายาทอย่างนั้นหรือ!” เมื่อเทียบกับความอ่อนโยนที่มีให้กับหลินเมิ้งหยาแล้ว จิ่นเยว่ค่อนข้างเข้มงวดกับหรูเยว่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว
การควบคุมข้าทาสบริวาร