ก็เพราะทหารองครักษ์ได้ทำการตีคางของพวกเขาจนแตกหักเรียบร้อยแล้ว
หลังจากถูกตีไปได้สักพัก ใบหน้าของคนทั้งสามบวมปูด สายตาเจ็บแค้นจับจ้องมองทางนังวายร้ายตรงหน้า ทว่าหลินเมิ้งหยากลับแค่นหัวเราะเสียงเย็น จากนั้นจับมือของเด็กหนุ่มแล้วพาเดินมาหยุดยืนที่ด้านหน้าพวกเขา
“ไม่ต้องกลัว พี่สาวคนนี้ขอถามเจ้าหน่อยว่าในบรรดาชายสามคนนี้ ผู้ใดเป็นคนทำให้แขนเจ้าเคลื่อนเช่นนั้น?” น้ำเสียงอ่อนโยนแต่หวานใส ทว่าในขณะเดียวกันมันกลับเสมือนเสียงที่ดังขึ้นมาจากขุมนรก
เด็กหนุ่มผงะ สุดท้ายนิ้วมือชี้ไปทางชายร่างกำยำที่มีเครารกรุงรัง
ชายคนนั้นคิดไม่ถึงเลยว่าเด็กหนุ่มจะมีความกล้าเช่นนี้ เจ้านั่นกล้าชี้มาที่เขา เหตุเพราะคางของเขาแตกไปแล้วเรียบร้อย ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงจ้องตาเขม็ง
“ดี เจ้าคอยดูให้ดีว่าจุดจบของคนผู้นี้จะเป็นเช่นไร” หลินเมิ้งหยากระตุกยิ้ม มือบอบบางกดลงบนบ่าของชายผู้นั้น
เสียง “แกร๊ก” ดังขึ้นสี่ครั้ง ชายร่างกำยำจ้องมองใบหน้ายิ้มแย้มของหลินเมิ้งหยาด้วยความหวาดกลัว แขนทั้งสองข้าง อีกทั้งยังท่อนขาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามบิดเบี้ยวโค้งงอจนผิดรูป
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง ใครเป็นผู้ผลักเจ้าออกมาจนชนรถม้า?” คำพูดของหลินเมิ้งหยามิต่างอะไรจากฝันร้ายของชายที่เหลืออีกสองคน
ราวกับว่าเด็กหนุ่มถูกการกระทำของหลินเมิ้งหยาทำให้ตื่นตระหนก ดวงตากะพริบขึ้นลง ก่อนจะชี้นิ้วไปทางชายอีกคน
“พวกเจ้าสองคนโยนเขาออกไปเป็นคนแรก