าเล่ห์มิมีผู้ใดเทียบเทียม!
ทว่าหลงเทียนอวี้กลับขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เขามิได้สนใจไยดีสองแม่ลูกตรงหน้า แต่กลับหันศีรษะมาทางหลินเมิ้งหยาพร้อมทั้งขยับกายประชิดตัวนางพลางกระซิบที่ข้างหูเบาๆ
“พวกเราไปยังที่ที่เจ้าเคยอาศัยอยู่เถิด ข้าสงสัยเหลือเกินว่าเจ้าเคยใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมเช่นไร”
ราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ สีหน้าของหลินเมิ้งหวู่และซ่างกวนฉิงแปรเปลี่ยนเป็นไม่น่ามอง
นัยน์ตาของหลินเมิ้งหวู่เปี่ยมไปด้วยความริษยา นังคนหยาบช้ามีดีตรงไหนกัน นางก็แค่สวยขึ้นนิดเดียวเท่านั้น
ตอนแรกยังเทียบไม่ได้อะไรกับฝ่าเท้าของนางเลยด้วยซ้ำ!
“เพคะ จริงสิ ท่านแม่ เม่ยเม่ย1 ตอนที่ข้าอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาววันนั้น ข้ารู้สึกราวกับว่าตนเองหมดสติไปอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง สติปัญญาของข้าก็กลับมาสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ข้าหวังเหลือเกินว่าท่านแม่จะเล่าสถานการณ์ของข้าให้ท่านพ่อและท่านพี่ฟัง เมิ้งหยาไม่ขอรบกวนทั้งสองท่านแล้ว เชิญท่านอ๋องเสด็จทางนี้เถิดเพคะ”
ในเมื่อหลงเทียนอวี้เปิดฉากตบหน้าสองแม่ลูกคู่นั้นให้แล้ว นางผู้เป็นตัวละครหลักจะไม่ยกมีดขึ้นจ้วงให้ตายคามือได้อย่างไรเล่า
นางเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาดั่งปุยนุ่น แม้แต่น้ำเสียงยังเจือไว้ซึ่งความอ่อนโยนและไร้เดียงสา ทว่ามันกลับแทงใจหลินเมิ้งหวู่และซ่างกวนฉิงอย่างจัง
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าสองแม่ลูกคู่นั้นในเวลานี้กำลังกระอักเลือด
คิดหรือว่าโดนตอกกลับ