กัน” อันหลินคิดว่าชาชนิดนี้เหมาะกับหัวข้อสนทนาคืนนี้มากกว่า
“ได้เลย” สวีเสี่ยวหลานแย้มยิ้ม หยิบใบชาออกจากแหวนมิติ ยื่นมือเรียวมาวางบนโต๊ะแล้วเริ่มชงชา ท่วงท่างดงามผ่าเผย น่าชมยิ่งนัก
ต่อมาทั้งคู่ก็นั่งคุยสัพเพเหระ อันหลินถึงได้เป็นฝ่ายเอ่ยปากว่า “ความจริงที่ข้ามาคืนนี้ มีของสิ่งหนึ่งอยากมอบให้เจ้า”
“ของอะไรหรือ ถ้าล้ำค่าเกินไปข้าไม่เอานะ”
สวีเสี่ยวหลานจิบชา นัยน์เนตรกระจ่างใสดุจสายน้ำ
“ไม่ล้ำค่า แค่ขนมเปี๊ยะชิ้นเดียว” อันหลินพูดเสียงเบา
“โอ้ เจ้าทำเองกับมือหรือ” สวีเสี่ยวหลานเกิดความสนใจขึ้นมา ถามด้วยความสงสัย
อันหลินไม่พูด หยิบขนมไหว้พระจันทร์ออกจากแหวนมิติวางลงบนโต๊ะ
แสงจันทร์สาดส่อง กลิ่นหอมหมื่นลี้อวลไปทั่วห้องทันที
สวีเสี่ยวหลาน “…ขนมเปี๊ยะบ้านเจ้าหน้าตาแบบนี้หรือ”
อันหลินย่อมไม่ปิดบังสวีเสี่ยวหลาน ทำได้เพียงเอ่ยว่า “ที่จริงฉางเอ๋อมอบให้ แต่ไม่ล้ำค่าจริงๆ ในแหวนมิติของข้ามีอีกหลายชิ้นเลย ขนมไหว้พระจันทร์ชิ้นนี้เจ้าต้องรับไว้นะ!”
สวีเสี่ยวหลานหยิบขนมไหว้พระจันทร์ขึ้น จมูกจิ้มลิ้มสูดฟุดฟิด กลิ่นหอมสดชื่นเย้ายวน
นางวางขนมไหว้พระจันทร์ลง จ้องอันหลินไม่วางตา “แค่มองก็รู้แล้วว่าไม่ธรรมดา ฉ