เมื่อเห็นจักรพรรดินีปี้ฉงพูดเช่นนี้ จักรพรรดิจื่อหยางก็ปาดเหงื่อเงียบๆ รู้สึกเหมือนได้เปิดโลกทัศน์ใหม่
แต่อันหลินเป็นประเภทที่หางตั้งทันทีที่ได้รับคำชม จึงพูดอย่างถ่อมตนว่า “ไม่หรอก สุดท้ายแล้วข้าก็ใช้ประโยชน์จากพลังของเทคโนโลยีอยู่ดี”
ประโยคแรกยังดูปกติดี แต่ต่อมาก็ควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว “ตอนนั้นจักรพรรดิซวีหมิงกับจักรพรรดิจื่อหยางอยู่พร้อมหน้ากัน ข้าพังเขาซินจิ้งให้ราบเป็นหน้ากลอง คร่าซวีหมิงภายในกระบวนท่าเดียว แต่จื่อหยางแค่บาดเจ็บสาหัส รอดมาได้ เฮ้อ…เห็นแก่ที่จื่อหยางเหน็ดเหนื่อยบำเพ็ญเพียร ต้านทานการโจมตีของข้าได้…ตอนนั้นข้าใจอ่อน เป็นมนุษย์ต้องมีบันยะบันยัง จึงปล่อยเขาไป คิดๆ แล้วละอายใจเหลือเกิน”
จื่อหยางเกือบจะลุกพรวดขึ้นสบถแล้ว คนเขาชมที่เจ้ากำจัดซวีหมิงได้ เจ้าจะโยงข้าทำไม
โยงข้าไม่พอ ไยต้องพูดเรื่องเป็นมนุษย์ต้องมีบันยะบันยังด้วย!
พวกสวีเสี่ยวหลานต่างก็กลอกตา มองอันหลินทำเท่ด้วยใบหน้าที่เอือมระอา
พูดแล้วละอายใจงั้นหรือ ไยอันหลินถึงได้คุยโวได้อย่างกระหยิ่มใจเช่นนี้เล่า
จักรพรรดินีได้ฟังนัยน์ตาก็เป็นประกาย นางทราบเรื่องของจักรพรรดิซวีหมิงแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจักรพรรดิจื่อหยางก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จึงจ้องมองจักรพรรดิจื่อหยางที่ยืนอยู่ด้านหลังอันหลินด้วยท่าทางมีเลศนัย
พญางูขาวจิตใจบริสุทธิ์ เอ่ยปากชมไม่หยุดว่า ท่านเจ้าแห่งพิษมีวรยุทธ์เย้ยปฐพี เป็นหนึ่งไม่มีสอง อันหลินยังคงขานรั