งแสงจันทร์ ข้าจำได้ว่าหอเด็ดดาวของเราไม่เคยล่วงเกินอะไรพวกเจ้า ไม่ข้องเกี่ยวกัน ทั้งสองบุกมาถึงสำนักข้ามันเพราะอะไร” หลิงเซียงเล่อเปิดเผยตัวตนของทั้งคู่ทันทีที่เอ่ยปาก พูดจาเนิบนาบ
เพราะแผ่นดินนี้ไร้ขื่อไร้แป เหลือเพียงคู่นี้แล้ว หลิงเซียงเล่อคิดไม่ถึงว่า พวกเขาจะกล้าท้าทายอริยะสงคราม
อันหลินขี่กระบี่ลอยอยู่ที่เดิม พูดจาฉะฉานว่า “เจ้าไม่ได้ล่วงเกินพวกเรา แต่หอเด็ดดาวสุ่มคนนับแสนกว่าชีวิตเข้ามาที่หอ มาแล้วไม่หวนกลับ สองปีมานี้ยิ่งกำเริบเสิบสาน…พอข้ามาดูที่หอเด็ดดาว เหอะ ศิษย์ในสำนักมีเพียงพันชีวิต คนอื่นไปไหนกันหมด มันทำให้ข้าว้าวุ่นใจ…”
เย่ฉงซานหรี่ตาลง พลังมหาศาลแผ่ออกมากดดันดุจขุนเขาใหญ่ กระแสเสียงปานสายฟ้าคำราม “เรื่องนี้เจ้าต้องสนใจด้วยหรือ!”
สีหน้าของอันหลินเรียบเฉย ไม่ได้รับผลกระทบเลยสักนิด พูดอย่างห้าวหาญว่า “ข้าเป็นสหายของความถูกต้อง เป็นเซียนกระบี่ที่ผดุงธรรมแทนสวรรค์! เห็นความอยุติธรรมก็คำรามลั่น! ไยจะยุ่งไม่ได้!”
หลิงเซียงเล่อมุมปากกระตุกยิกๆ “บัดซบ เป็นบ้าจริงๆ ด้วย”
เย่ฉงซาน “…เราลงมือดีกว่า”
ครืน ปราณอันน่ากลัวของอริยะสงครามคนหนึ่งเป็นเหมือนคลื่นที่โหมซัด ม้วนตัวมาอย่างไม่กลัวเกรง ทำให้มิติเกิดริ้วคลื่นเป็นระลอกๆ
อันหลินถือกระบี่พิชิตมารยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ซูเฉี่ยนอวิ๋น ปล่อยปราณอันยิ่งใหญ่ของตนออกไปเช่นกัน
ลมพัดกรรโชก ปราณทั้งสองสายปะทะกันอย่างรุนแรง ดุจสายฟ้าคำราม ท