สิ่งใดควรค่าให้นางอาลัยอาวรณ์อีกแล้ว
ตอนนี้นางเพียงต้องการหาสถานที่สักแห่ง ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างเป็นอิสระเท่านั้น
“อืม…ไปไหนดีเล่า”
ใบหน้าเฉยชาของเป่ยเหลียนฉายความสับสน
ในตอนนั้นเอง ยันต์ส่งสารในสาบเสื้อของนางก็พลันสั่นขึ้นมา
พลังนี่มัน…นางชะงัก หยิบยันต์ส่งสารออกมา
ไยจึงเป็นเขา เขาติดต่อข้าอีกทำไม
จริงสิ เขาเคยบอกว่าจะมาเยี่ยมวังมังกร คงจะมาหาเสี่ยวอวี่กระมัง
เป่ยเหลียนลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็กดรับ “สหายอันหลิน”
“ข้าเองสหายเป่ยเหลียน ข้ามาเมืองมังกรแล้ว เจ้าอยู่ที่วังมังกรไหม ข้าจะไปหาเจ้า”
“ไม่ต้องหรอก ข้าออกจากวังมังกรแล้ว ภายหลังค่อยพบกันเมื่อฟ้าลิขิตเถอะ”
“ฟ้าลิขิตอะไรกัน เจ้าอยู่ไหน ข้าจะไปหาเจ้าทันทีเลย!” น้ำเสียงของอันหลินร้อนรนขึ้นมา
เป่ยเหลียนไม่ตอบ เพราะตอนที่นางกำลังเหาะอยู่นั้น เห็นร่างหนึ่งที่ขี่สุนัขมาแล้ว
เห็นได้ชัดว่าชายที่ขี่สุนัขก็อึ้งไปเช่นกัน
สุดท้ายเขาก็หัวเราะร่า “หึๆ พบกันเมื่อฟ้าลิขิตคำนี้ใช้ได้ดีนัก ท่าทางเราทั้งคู่จะมีวาสนาต่อกันมากทีเดียว”
ผู้มาเยือนคืออันหลินที่สื่อสารกันเมื่อครู่นี้ ชัดเจนว่าเขาก็แปลกใจมากเช่นกัน
เป่ยเหลียนลอบถอนหายใจ น้ำเสียงยังคงเรียบเฉย “มีธุระอะไรกับข้าหรือ”
“มีธุระ” อันหลินพยักหน้าจริงจังและเจือความรู้สึกผิด
“ขอโทษนะ ข้ามาช้าไป ทำให้เจ้าต้องทนลำบากใจขนาดนี้…”
เป่ยเหลียนงุนงง “มาช้าทนลำบากใจอะไรกัน…เจ้ามาเพื่อขอโทษงั้นหรือ”
อันหลิน