ชัดว่าพี่ฉางเอ๋อถูกปัญหาประการนั้นก่อกวน จึงไม่มีแก่ใจสนใจเรื่องที่เจ้ามาใช้หนี้ พวกเราปลอบโยนนางได้ รอนางเบิกบานใจแล้วค่อยว่ากัน!” ซูเฉี่ยนอวิ๋นส่งกระแสจิต
มุมปากของอันหลินกระตุก ปลอบใจฉางเอ๋อเหรอ แม้ในยามที่สัตว์เลี้ยงของเขางอน เขายังไม่รู้เลยว่าจะง้ออย่างไร ไม่ต้องพูดถึงปลอบใจคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักเลยสักนิด
“พี่ฉางเอ๋อ ระยะนี้มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือ บอกซูซูหน่อยได้หรือไม่” ซูเฉี่ยนอวิ๋นเปิดฉากจู่โจมก่อน เดินไปหยุดข้างฉางเอ๋อด้วยรอยยิ้มหวานเยิ้ม เอื้อนเอ่ยด้วยเสียงอ่อนหวาน
ในที่สุดฉางเอ๋อก็ละสายตา มองซูเฉี่ยนอวิ๋นที่มีโฉมสะคราญเช่นเดียวกัน ถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดอย่างกลัดกลุ้มว่า “ความคิดดุจหญ้าวสันต์ ยิ่งคิดยิ่งไกลยากจะหวนกลับ”
อันหลินทำหน้างงงวย อดส่งกระแสจิตหาซูเฉี่ยนอวิ๋นไม่ได้ “ประโยคนี้ของฉางเอ๋อหมายความว่าอย่างไร”
“นางบอกว่ายามเบื่อหน่าย มักจะคิดฟุ้งซ่าน เป็นเหมือนหญ้ายามวสันต์ที่บานสะพรั่ง ข้าคิดว่านางคงจะทุกข์ระทมกระมัง เดี๋ยวข้าขอเกลี้ยกล่อมนางหน่อย” ซูเฉี่ยนอวิ๋นตอบ
อันหลินพยักหน้าจริงจัง จากนั้นก็ยืนเงียบๆ อยู่อีกด้าน
บทสนทนาที่มีระดับขนาดนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนไร้ความรู้อย่างเขาจะยุ่งเกี่ยวได้
ซูเฉี่ยนอวิ๋นกับฉางเอ๋อสนทนากันประโยคแล้วประโยคเล่า คำพูดของฉางเอ๋ออันหลินฟังไม่ออกเลยสักประโยค เกรงว่าคงจะมีแต่ซูเฉี่ยนอวิ๋นที่สามารถสื่อสารได้อย่างราบรื่นเช่นนี้
กระต่ายดวงจันทร์ก