ระทั่งพลังแห่งสายเลือดที่หลงเหลือให้นางด้วย…ประสบการณ์ที่วิเศษเหล่านี้ ทำให้นางรู้สึกเหมือนฝันไปจนถึงบัดนี้ นางมีอะไรดี เสิ่นอิงถึงได้ดีกับนางเช่นนี้
เสิ่นอิงเพียงแย้มยิ้ม กวาดตามองทุกคนแล้วพูดเสียงนุ่มว่า “ไม่ทราบว่าพวกเจ้าสนใจอยากฟังนิทานสักเรื่องไหม”
“สนใจสิ สนใจ” พวกอันหลินพยักหน้ารัวๆ
พวกเขารู้ว่าหากตอบ ‘ไม่สนใจ’ ต้องถูกตบหน้าแน่
ใบหน้าของเสิ่นอิงฉายอาการหวนรำลึก อากัปกิริยาอ่อนโยนกว่าเดิม ประหนึ่งหญิงสาวอ่อนหวานแห่งหมู่บ้านริมน้ำเจียงหนาน พูดเสียงเบาว่า “งั้นก็ดี ต่อไปข้าจะเล่านิทานให้พวกเจ้าฟัง นิทานเกี่ยวกับ…เรื่องของข้า”
อันหลินหยิบเก้าอี้เล็กๆ ออกจากแหวนมิติแล้วแจกจ่ายให้ทุกคน ให้พวกเขานั่งฟัง
ทุกคนนั่งอย่างเรียบร้อย จ้องหน้าเสิ่นอิงอย่างพร้อมเพรียง ท่าทาง ‘เตรียมตัวพร้อมแล้ว ขอให้ท่านเริ่มการแสดงได้เลย’
มุมปากของเสิ่นอิงกระตุกเล็กน้อย รู้สึกเหมือนบรรยากาศถูกทำลายนิดหน่อย
แต่เสิ่นอิงสมกับเป็นยอดฝีมือผู้บรรลุมรรค เพียงครู่เดียวก็เตรียมใจพร้อม เริ่มบอกเล่านิทาน แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายของทุกคนคือ สิ่งที่นางเปล่งออกมาไม่ใช่คำพูด แต่เป็นเสียงขับร้องที่งดงามอย่างยิ่ง
ท่วงทำนองที่น่าฟังลอยล่องในอากาศ มันเป็นเสียงสวรรค์ เป็นเสียงเพลงที่สวยงามที่สุด
ฟังเสียงเพลงของเสิ่นอิง ภาพเหตุการณ์ฉายวาบในสมองของทุกคนอย่างต่อเนื่อง มันไม่ใช่ภาพธรรมดา แต่เป็นภาพที่แฝงความทรงจำ ความรู้สึกและก