าแดงก่ำ รู้สึกซาบซึ้งตื้นตันขึ้นมาชั่วขณะ
เขาสงบสติอารมณ์ครู่หนึ่งแล้วถึงได้พูดว่า “หากพวกเจ้าต้องการมรดกและสมบัติของเสิ่นอิง ก็ไปที่ตำหนักสวรรค์เถอะ แต่ข้าหวังว่าสหายสวีเสี่ยวหลานจะหยุดแต่เพียงเท่านี้ ข้าไม่อยากเห็นกระบี่วิหคมังกรที่ยอมรับเจ้าของแล้ว จะเป็นหม้ายอีกในอีกไม่กี่วัน…”
สวีเสี่ยวหลานส่ายหน้า พูดอย่างหนักแน่นว่า “ข้ารู้สึกว่าข้ามีสายใยบางอย่างกับตำหนักสวรรค์ มีความคิดบางอย่างที่รุนแรงอย่างยิ่งนั่นก็คือ หากข้าไม่ไปที่นั่น ต้องเสียใจไปชั่วชีวิตแน่นอน”
ไม่รู้เพราะเหตุใด หลังอันหลินได้ยินคำพูดของสวีเสี่ยวหลาน ความคิดหนึ่งก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือ สุสานมังกรเหมันต์แห่งนี้ ต้องเป็นของคนตระกูลสวีเสี่ยวหลานแน่นอน
นัยน์ตาของหลงอ้าวเทียนฉายความแปลกใจเมื่อได้ยินคำตอบของสวีเสี่ยวหลาน “เจ้า…เจ้ากับเสิ่งอิงเกี่ยวข้องกันอย่างไร”
สวีเสี่ยวหลานส่ายหน้า “ข้าไม่รู้…ข้าไม่เคยได้ยินครอบครัวเอ่ยถึงท่านเลย”
ใบหน้าของหลงอ้าวเทียนฉายความผิดหวัง
อันหลินเห็นดังนั้นจึงแนะนำว่า “ถ้าอย่างนั้นผู้อาวุโสหลงอ้าวเทียนไปที่ตำหนักสวรรค์กับพวกเราเถอะ มีท่านคอยคุ้มครองสวีเสี่ยวหลาน เช่นนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่ากระบี่วิหคมังกรจะเป็นหม้ายแล้ว!”
หลงอ้าวเทียน “…เจ้าคิดว่าข้าเป็นพวกเดียวกันหรือ”
อันหลินมองหลงอ้าวเทียนอย่างจริงใจ “ไม่ใช่หรอกหรือ”
หลงอ้าวเทียนพูดอย่างจริงจังว่า “ข้าไม่เหมือนตัวโกงตรงไหน ข้าแก้ไ