ปแล้ว”
อันหลินตะโกนลั่น เนื้อตัวเริ่มกลายเป็นสีแดงฉานช้าๆ พลังปะทุทันใด
“เอาหมัดข้าไปกิน!”
เขาตะคอกเสียงดัง เท้ากระทืบพื้นอย่างแรง พุ่งตัวใส่ชายหนุ่มประหนึ่งขีปนาวุธแล้วปล่อยหมัดใส่ชายตรงหน้าทันที
ชายหนุ่มปล่อยหมัดออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยเช่นกัน
ครืน!
พลังที่น่ากลัวสะเทือนผิวดินโดยรอบจนแตกระแหง
ร่างของอันหลินกระเด็นออกไปราวกับถูกโจมตีอย่างแรง กระแทกผนังตำหนักจนพังทลาย จากนั้นหายไปจากคลองจักษุของทุกคน
สวีเสี่ยวหลาน “…”
เจ้าอัปลักษณ์ “ไยพี่อันไม่ปล่อยต๋าอีกับต๋าเอ้อร์ออกมา”
ต้าไป๋พูดด้วยความสีหน้าที่คาดเดาทุกอย่างออกว่า “สมองของพี่อันคงจะถูกเผาจนใช้การไม่ได้ตอนดูดซึมประคำปราณอัคคีกระมัง เจ้าไม่เห็นหรือว่าตอนนี้เขาเป็นเหมือนคนบ้าน่ะ”
พอสวีเสี่ยวหลานได้ฟัง ก็ตบเข่าฉาดหนึ่งอย่างได้สติทันที “ถึงว่า…มีความเป็นไปได้เหมือนกัน!”
จากนั้นนางก็แนะนำว่า “งั้นเราถอยกันดีกว่า รอให้อันหลินสงบสติอารมณ์ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
เจ้าอัปลักษณ์กับต้าไป๋ก็ไม่คัดค้าน เตรียมตัวจะไปจากที่นี่
คิดไม่ถึงว่าจะมีเสียงคุ้นเคยดังแว่วมาแต่ไกล “ฮ่าๆ ๆ… ช่างเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งนัก ข้าฮึกเหิมแล้ว!”
ชายหนุ่มคนหนึ่งขี่กระบี่มา จากนั้นก็วาดลวดลายอย่างปราดเปรียว!
“สวรรค์ พี่อันขี่กระบี่เป็นด้วยหรือ!” ต้าไป๋อุทานอีกครั้ง
เห็นอันหลินตวัดกระบี่ปล่อยลำแสงดุจสายรุ้งฟันชายหนุ่มคนนั้น
“การต่อสู้ไม่ได้อาศัยความฮึกเหิมเท่านั้น การต่