อันหลินนิ่งอยู่กับที่ จ้องมองมงกุฎที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม กะพริบตาปริบๆ “ท่าน…องค์ราชินี นี่มันหมายความว่าอย่างไร”
“ข้าเป็นถึงราชินี จะลงมือกับผู้พิทักษ์ของตัวเองได้อย่างไร ฉะนั้น เจ้าเอามงกุฎไปเถอะ!” เด็กหญิงยิ้มบางๆ สายลมโชยพัดเส้นผมดำขลับของนาง แววตาค่อนข้างสุกใสและจริงใจ
บางอย่างในใจอันหลินถูกกระเทือน ลืมแสดงท่าทางใดๆ ไปชั่วขณะ
ฉากนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย ทั้งสองยืนสบตากันเงียบๆ ใต้แสงจันทร์
เด็กหญิงจริงใจและเป็นธรรมชาติ ชายหนุ่มทำอะไรไม่ถูก มงกุฎเปล่งรัศมีจันทราเรื่อยๆ ท่ามกลางพวกเขา หากไม่มีเส้นผมดำขลับพลิ้วไหวกลางอากาศ ฉากนี้จะเป็นดุจภาพวาดอันงดงาม เงียบสงบลึกซึ้ง
“แต่ว่า…หากท่านไม่มีมงกุฎแล้ว…”
“แม้ไม่มีมงกุฎข้าก็ยังเป็นราชินีของเจ้าอยู่ดี!”
“มีเหตุผล…องค์ราชินีของข้า”
อันหลินยิ้ม รับมงกุฎมาด้วยมือที่สั่นเทา บรรยายได้ยากนักว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร
ณ จัตุรัสฟ้าคราม ผู้ชมหลายหมื่นคนก็มองฉากนี้บนหน้าจอผลึกหินเงียบๆ เช่นกัน ไม่มีใครปริปากแม้สักคน
การดำเนินของเรื่องราวเหนือความคาดหมายเป็นอย่างมาก แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ฉากนี้เป็นธรรมชาติยิ่งนัก ไม่ชวนให้รู้สึกแปลกใดๆ เลย ทุกอย่างล้วนดูลงตัวสมเหตุสมผล
รองผู้อำนวยการอวี้หัวจ้องหน้าจอผลึกหินไม่วางตา ในใจดุจมีคลื่นโหมซัดอย่างบ้าคลั่ง พึมพำอย่างเหลือเชื่อว่า “เกือบจะร้อยปีมาแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะมีคนทำได้จริงๆ…”
สีหน้าของอว