อันหลินกับหลิวเชียนฮ่วนซ่อนตัวอยู่หลังก้อนหินในที่มืดสลัว ใช้ค่ายกลอำพรางกลิ่นอาย
ในยามที่พวกเขาเห็นเด็กหญิงกลัดกลุ้มกับเนื้อหมูป่าที่ไหม้เกรียม แววตาก็ฉายความกระจ่างแจ้ง
อันหลินพึมพำว่า “ท่าทางเหมือนนางจะเป็นจอมตะกละ ลงมือจากจุดนี้ดีไหม”
หลิวเชียนฮ่วนกะพริบตาปริบๆ “แต่พวกเราไม่มีวัตถุดิบ ไม่มีฝีมือการทำอาหาร จะลงมืออย่างไร”
“เอ่อ…นี่เป็นปัญหาจริงๆ” อันหลินลำบากใจ
หลังทั้งคู่รู้ว่าเริ่มจากจุดนี้ไม่ได้ ก็ไม่ยอมแพ้ แต่ลอบสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของเด็กหญิงต่อ
เด็กหญิงไม่ถอดใจกับหมูป่าย่างตัวนั้น แต่ฉีกส่วนที่ไหม้ทิ้งแล้วลงมือกินอย่างตะกละตะกลามต่อ พลางบ่นอุบอิบ คงจะพูดว่าเสียดายหนังหมูที่กรุบกรอบนั่น
“เฮ้อ ไยใจมนุษย์อันตรายเช่นนี้ ข้าเหงาเหลือเกิน…”
เด็กหญิงอดรำพันต่อผืนฟ้า แสดงสีหน้าห่อเหี่ยวไม่ได้
อันหลิน “…”
หลิวเชียนฮ่วน “…”
ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อพวกเขาได้ยินเด็กหญิงพูดแบบนี้ก็แปลกใจยิ่งนัก
“ไม่รู้ว่าผู้หญิงผมชมพูคนนั้นหนีไปไหนแล้ว ของเล่นในมือนางน่าสนใจมากทีเดียว เฮ้อ…น่าเสียดาย แต่สิ่งที่นางคิดในใจคือรังแกข้าจริงๆ หากอ่านความรู้สึกไม่ได้ อาจถูกหลอกเข้าเต็มเปาแล้วก็ได้…” เด็กหญิงพร่ำบ่นด้วยความหงอยเหงาเศร้าซึมอีกตามเคย
หลิวเชียนฮ่วนกับอันหลินเงียบ พวกเขาต่างก็เจอคำศัพท์ที่เป็นกุญแจสำคัญแล้ว
อ่านความรู้สึก?
ริมฝีปากสีแดงระเรื่อของหลิวเชียนฮ่วนเผยอเล็กน้อย “นั่นก็หมายความว่า…เด็กหญิ