ันหลินเหลือบมองหงโต้วแวบหนึ่งแล้วยิ้มเยาะ “แกร่งดุจหินผาหรือ เจ้าคนโมโหง่าย ยังมีหน้ามาบอกว่าตนใจแกร่งดุจหินผาอีก”
ไฟโทสะโชติช่วงพลันสุมในอกเมื่อหงโต้วได้ฟัง พูดอย่างมีน้ำโหว่า “เจ้าว่าใครโมโหง่าย!”
อันหลินกระตุกยิ้ม “ให้ตายสิ ไม่ต้องให้ความร่วมมือขนาดนี้ก็ได้…เจ้าเป็นหมูหรือ เฮ้อ ไม่คิดเลยว่าข้าต้องมาติดอยู่ในห้องกักบริเวณเพราะคนโง่อย่างเจ้า…”
เขาส่ายหน้า แสดงท่าทีทอดถอนใจ นึกเสียใจในภายหลัง
“เจ้ากล้าด่าข้า ข้าอัดเจ้าให้ตายตอนนี้ได้เลยเจ้าเชื่อไหม!”
หงโต้วถลึงตาจนกลมกว้าง หินแกร่งทั่วร่างดังกรอบแกรบ มาดดูน่าสะพรึง
“มาอัดข้าสิ หากไม่ลงมือละก็ เจ้าก็คือลูกชายข้า หากว่าลงมือ…เจ้าเป็นหลานชายข้า!” อันหลินหาวหวอดๆ จ้องหงโต้วอย่างเย้ยหยัน
จู่ๆ เขาก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นในใจ นั่นก็คือ หากว่าทะเลาะวิวาทอีกครั้ง ระยะเวลาการกักบริเวณจะเพิ่มขึ้น
“กล้านัก!” หงโต้วสติขาดผึงแล้วเมื่อถูกยั่วโมโหเช่นนี้
ร่างกายของมันระเบิดเปลวไฟอันร้อนระอุ หลอมแท่งเหล็กที่ขวางอยู่ข้างหน้ามันให้ละลาย ตรงดิ่งไปหาอันหลินทีละก้าวราวกับเป็นเทพเจ้าปีศาจบรรพกาล
“ฮ่าๆ ดูแล้วเจ้าคงตั้งใจจะเป็นหลานข้าสินะ” อันหลินกระหยิ่มยิ้มย่อง
หงโต้วระเบิดโทสะทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น หน้าอกปล่อยเปลวไฟที่มีอุณหภูมิสูงออกมาทันใด เสียงดุจอสนีบาต ตะโกนดังลั่นว่า “ไฟนรกบงกชบรรลัย!”
อันหลินเองก็ไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน มือซ้ายเรียกสายฟ้า มือขวา