กนัก เช่นนั้นจึงคาดเดาได้ว่า ระดับพลังยุทธ์ของตัวแทนเหล่านั้น ไม่มีทางต่ำกว่าระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นปลาย
คลุกคลีกับคนวิปริตพวกนี้ อันหลินคิดว่าแข่งหน้าตายังมีโอกาสชนะมากกว่า แต่แข่งอย่างอื่น เขาเหมาะแค่บทตัวประกอบ
“ข้าปฏิเสธได้ไหม” อันหลินละเหี่ยใจ
“แจ้งไปทั่วสำนักแล้ว เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ” สวีเสี่ยวหลานอมยิ้ม เมื่อเห็นอากัปกิริยาของอันหลิน ในใจก็รู้สึกสนุกชอบกล
อันหลินทรุดลงกับพื้นอย่างห่อเหี่ยว ใบหน้าสิ้นหวัง
“เอาละๆ…” สวีเสี่ยวหลานเห็นท่าทางหมดอาลัยตายอยากของอันหลิน ก็เริ่มทนดูไม่ได้ เอ่ยปากปลอบใจว่า “เจ้ามีหวังเสวียนจ้านกับหลิวเชียนฮ่วนให้เกาะแข้งเกาะขาอยู่ไม่ใช่หรือไง อย่าเศร้าขนาดนั้นเลย”
“พวกเขาหรือ” อันหลินหน้ากระตุก โอดครวญว่า “หวังเสวียนจ้านเคยถูกข้ายั่วโมโหในศึกแห่งอิสรภาพครั้งหนึ่ง เขาจะยอมให้ข้าเกาะแข้งเกาะขาจริงหรือ ส่วนหลิวเชียนฮ่วน…ข้าคิดว่านางไม่เอาไหนยิ่งกว่าข้าเสียอีก!”
อันหลินยิ่งคิดก็ยิ่งท้อแท้ใจ ราวกับเขาเห็นนิมิตถึงภาพในงานชุมนุมแลกเปลี่ยน หนึ่งคนเป็นปลาเค็ม หนึ่งคนเล่นมือถือ อีกคนพาลูกทีมโง่ๆ สองคนพยายามดิ้นรนต่อสู้
เฮ้อ…ต้องขายหน้ามากแน่ๆ
“อันหลิน ได้ยินว่าเจ้าหายดีแล้ว!” เสียงตะโกนดังมาจากข้างนอก
อันหลินเงยหน้ามองไป เห็นหญิงสาวรูปโฉมงดงามยิ่งยวดคนหนึ่งกำลังวิ่งมาหาเขา
ชุดกะลาสีสีชมพูตัดขาวพลิ้วไหวตามแรงลม ผมสีชมพูประบ่า ดวงตาสีม่วงที่แวววาวดุจลูกแก้ว มือ