่มีเหยาหมิงซี…”
“กริ๊ด เหยาหมิงซีหล่อจังเลย!”
มีแฟนคลับเริ่มตะโกนกรีดร้องอย่างทนไม่ไหว
เหยาหมิงซีสวมชุดสีดำ รูปโฉมหล่อเหลา สีหน้าเย็นชา ชวนให้รู้สึกเข้าถึงได้ยาก
เขาเดินออกจากฝูงชนอย่างนิ่งเฉย
เหยาซิ่ววิ่งเหยาะๆ เข้ามา คล้องแขนเขาไว้อย่างยิ้มแย้ม พูดเสียงหวานว่า “สมกับเป็นพี่ชายของข้า อันดับหนึ่งในรุ่นนักเรียนใหม่เป็นท่านแน่นอน!”
เหยาหมิงซียิ้มละมุน แต่ดวงตากลับทอดมองไปไกล เอ่ยเสียงเรียบว่า “ซิ่วเอ๋อร์ สายตาของเราไม่ควรอยู่แค่ในหมู่นักเรียนใหม่ของรุ่นนี้ ต้องวางเป้าหมายไว้ทั้งสำนัก!”
นัยน์ตาสุกใสน่ามองของเหยาซิ่วเป็นประกายวาบ พูดอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านพี่พูดถูก หวังเสวียนจ้านที่หนึ่งของอันดับเซียน บรรลุระดับแปลงจิตในชั้นปีที่ห้า คนที่มีพรสวรรค์แบบนี้ต่างหากที่เป็นเป้าหมายที่เราควรสู้ด้วย”
เหยาหมิงซีขำเบาๆ ไม่สะทกสะท้านมากนัก “หวังเสวียนจ้านเก่งกาจมากก็จริง แต่เจ้ารู้ไหม ในสำนักมีบุคคลระดับตำนานอยู่คนหนึ่ง เจ้าเพิ่งมาจึงยังไม่รู้ เขาต่างหากที่เป็นคนที่ข้าเลื่อมใสศรัทธา…”
เหยาซิ่วได้ฟังก็เผยอปาก “ใครกันน่ะ”
ในสำนักนอกจากหวังเสวียนจ้านที่อยู่ในระดับแปลงจิต เหมือนจะไม่มีใครอยู่ในระดับนี้แล้ว ใครกันแน่ที่ทำให้เหยาหมิงซีผู้ทะนงตนนับถือด้วยใจได้ นางสงสัยมากจริงๆ
“ข้าจะเล่าวีรกรรมของเขาให้เจ้าฟังก็แล้วกัน” แววตาของเหยาหมิงซีร้อนระอุ ใบหน้าเฉยชาปรากฏปฏิกิริยาใฝ่ฝันอย่างเห็นได้ยาก “ไอดอลของข้