องใหญ่ที่ลานฝึกยุทธ์ ข้าจะรีบไปดูสักหน่อย!”
“เรื่องอะไรหรือ” สวีเสี่ยวหลานร้อนรุ่มใจ นางนึกถึงคนที่ไปที่ไหนก็สร้างเรื่องไม่เว้นวายคนนั้นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“ได้ยินว่าที่ลานฝึกยุทธ์มีคนคนหนึ่ง…ไม่สิ มีวานรตัวหนึ่ง ระดับความบริสุทธิ์ของพลังอัคคีสูงกว่าร้อยละเก้าสิบ ข้าจะไปดูสักหน่อยว่ามันเป็นเทพเจ้าจากแห่งหนใด!”
“เช่นนั้นขอตัวก่อนนะ!”
ม่อไห่พูดจบก็ขี่กระบี่เหาะไป ไม่อยากชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว
เมื่อสวีเสี่ยวหลานกับหลานเยียนได้ฟังก็งุนงงนิดหน่อย
“คุณพระ ความบริสุทธิ์ของพลังอัคคีเกินร้อยละเก้าสิบงั้นหรือ ข้าจำได้ เหมือนเจ้ากับม่อไห่จะแค่แปดสิบกว่าใช่ไหม วานรจากที่ใดกัน ไยจึงเก่งกาจปานนั้น” หลานเยียนพึมพำ
สวีเสี่ยวหลานติดอยู่ในภวังค์ เจ้าอัปลักษณ์งั้นหรือ
ไม่สิ เจ้าอัปลักษณ์ใช้กระบองเงินไม่ใช่หรือ พลังเซียนธาตุไฟของมันร้ายกาจปานนั้นตั้งแต่เมื่อใด
นางรู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องพวกนี้ จึงขี่กระบี่ลอยขึ้นฟ้าทันใด “ศิษย์พี่ พวกเราก็ดูที่ลานฝึกยุทธ์กันเถอะ!”
หลานเยียนได้ฟังก็พยักหน้า จึงขี่พัดอัคนีตามหลังสวีเสี่ยวหลาน เหาะไปยังลานฝึกยุทธ์พร้อมกัน
ยามนี้ ลานฝึกยุทธ์แห่งอัคคีของสำนักวิหคชาด กำลังตกอยู่ในความโกลาหล
สภาพจิตใจของเหล่าลูกศิษย์ของสำนักวิหคชาดราวกับผ่านการนั่งรถไฟเหาะมา
พวกเขาตกตะลึงก่อน เมื่อเห็นหน้าค่าตาของเจ้าอัปลักษณ์ก็ตกใจ จากนั้นก็เริ่มตะลึงพรึงเพริด
จากนั้นก็ค่อยๆ…แปร