ยที่ผ่านความเป็นความตายมากับข้า”
ต้าไป๋ได้ฟังก็เคร่งขรึมจริงจังขึ้นมา พยักหน้าอย่างตื่นเต้น เอ่ยทักทายเจ้าอัปลักษณ์ “สวัสดีเจ้าอัปลักษณ์ ข้าชื่อต้าไป๋ เป็นสหายที่ผ่านความเป็นความตายมากับอันหลินเช่นกัน”
“ตอนนั้น ในศึกแห่งอิสรภาพ ชื่อเสียงของคู่หูมนุษย์สุนัข เป็นที่พรั่นพรึงของเหล่านักเรียนในสรวงสวรรค์ ไม่มีใครไม่ทราบ ไม่มีใครไม่รู้จัก…”
ระหว่างทาง ต้าไป๋เริ่มคุยโวโอ้อวดถึงวีกรรมอันรุ่งโรจน์
เจ้าอัปลักษณ์ทำหน้าเคลือบแคลงใจ แต่อันหลินกลับดีใจที่มันคุยโม้เช่นนี้ สามารถผ่อนคลายความตึงเครียดได้พอดี
ต้าไป๋พูดเรื่องของพ่อแม่มันให้อันหลินฟังมาตลอดทาง
เช่นว่าแม่ของมันเป็นสุนัขสีขาวระดับแปลงจิต ส่วนพ่อของมันเป็นสัตว์เซียนระดับหวนสู่ความว่างเปล่า นั่นเป็นถึงหนึ่งในสามจอมราชันสัตว์เซียนที่เลื่องชื่อลือชาในสำนักสัตว์เทพ
ยิ่งอันหลินได้ฟังในใจก็ยิ่งกังวลใจ ให้ตายเถอะ ทำไมภูมิหลังของต้าไป๋ถึงได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้!
จะให้ต้าไป๋เป็นสัตว์เลี้ยงของตัวเองจริงๆ งั้นเหรอ
พ่อแม่ของมันตนหนึ่งเป็นสัตว์เซียน อีกหนึ่งเป็นสัตว์ปราณ ผู้ดำรงอยู่ที่สูงส่งปานนี้…
จะยอมให้ลูกชายของตัวเองเป็นสัตว์เลี้ยงของนักพรตระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณคนหนึ่งงั้นเหรอ
เมื่อคิดได้ดังนั้น แม้แต่อันหลินเองก็ไม่เชื่อว่าพวกเขาจะยอมตกลง…
สิ่งที่เขาคิดในตอนนี้คือ ‘หากว่าปรนนิบัติไม่ดี พ่อแม่ของต้าไป๋เขมือบเขาลงท้องจะทำอย่างไร’
ผลของการสร้างความฮึกเ