ำต้นอีกครั้ง
มีหนึ่งสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมคือ มันสามารถยื่นกิ่งออกมาเดินเหินได้อย่างอิสระราวกับเป็นเท้าของมัน!
เมื่อเห็นเสี่ยวหงกลับไปเป็นดอกไม้สีแดงดังเดิม ทุกคนก็พรูลมหายใจออกมา
“เจ้าอัปลักษณ์ เจ้าแบกอันหลินกลับไปเถอะ บนพื้นมันเย็น…” สวีเสี่ยวหลานหาวหวอดๆ แล้วพูดขึ้นมา
“ดึกแล้ว ข้าขอตัวลาล่ะ” เซวียนหยวนเฉิงพูดกับทุกคน
สวีเสี่ยวหลานกับซูเฉี่ยนอวิ๋นก็แยกย้ายกันกลับห้องตัวเอง
เจ้าอัปลักษณ์แบกอันหลินขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องของเขา โดยมีเสี่ยวหงตามหลังมาด้วย
เช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งสาดส่องไปทั่วปฐพี
เสี่ยวหงนอนหมอบอยู่ข้างหน้าต่าง กิ่งก้านแผ่ออก กำลังสังเคราะห์แสงอย่างสบายใจเฉิบ
อันหลินลืมตาขึ้นอย่างสะลืมสะลือ พบว่าเป็นเช้าวันต่อมาแล้ว
“เฮ้อ สวีเสี่ยวหลานไม่บันยะบันยังเอาซะเลย” เขาลูบท้ายทอยพลางบ่นอุบอิบ
เมื่อได้ยินอันหลินพูด เสี่ยวหงที่กำลังสังเคราะห์แสงก็หันขวับ “นายท่าน ในที่สุดท่านก็ฟื้นสักที!”
จากนั้นก็กระโดดไปหาอันหลิน โยกหัวแดงฉานของมันไปมา
อันหลินเห็นเสี่ยวหงที่เคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระก็ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ถามด้วยความตกใจว่า “หญิงสาวที่โผล่มาเมื่อคืนใช่เจ้าหรือไม่”
“ข้าเอง เพราะบารมีของนายท่าน เสี่ยวหงมีจุดกำเนิดพลังปราณแล้ว จะให้เสี่ยวหงแปลงร่างให้นายท่านดูหรือไม่” เสี่ยวหงพูดอย่างภาคภูมิใจ
เมื่ออันหลินได้ยินคำว่าแปลงร่าง ก็พาลนึกถึง