ได้หรือไง ทำไมต้องด่ากันด้วย
อย่าทำลายบรรยากาศโชว์ความเท่ได้ไหม!
“ฮ่าๆ ๆ ๆ นักพรตโง่คนนี้ไม่หลบหนีเสียด้วย ประหยัดแรงตามล่าของพวกข้าไปเยอะโข” ราชาวัวระเบิดเสียงหัวเราะ สายตาที่มองอันหลิน ดุจดั่งมองคนตาย
ด้านหลังอันหลิน เซวียจั๋วหมิงหน้าถอดสี พูดกับพวกลั่วจื่อผิงอย่างร้อนใจว่า “รีบห้ามหัวหน้าของพวกเจ้าเร็วเข้า! หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาตายจริง ๆ แน่!”
เขาไม่อยากเห็นผู้มีพระคุณของเขา วิ่งออกไปตายถึงที่อย่างเสียสติเช่นนี้
ใครจะรู้ว่า เมื่อได้ยินคำพูดของเซวียจั๋วหมิงแล้ว สี่คนนั้นจะไม่กระดิก
ลั่วจื่อผิงส่ายหน้าราวกับเกิดความคิดอะไรบางอย่าง “ท่าทางพี่อันจะแสดงความสามารถที่แท้จริงแล้ว”
รอยยิ้มของเหมียวเถียนงดงาม ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกาย “ได้เห็นภาพที่ลูกพี่อันท้าทายสัตว์ภูตหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นกลางเพียงลำพังประจักษ์แก่ตา ตั้งตารอเลย!”
จงหย่งเหยียนหาวหวอดๆ “มีอะไรน่าตั้งตารอกัน แค่เรื่องง่ายดายปานจิ้มนิ้ว”
ซุนเซิ่งเหลียนส่ายหน้าหวือ หน้าอกก็ส่ายไปส่ายมา กล่าวว่า “นิ้วงั้นหรือ มันไม่แน่หรอก อย่าลืมสิ ตอนนี้เขาอยู่ในระดับกายแห่งมรรคขั้นสิบเท่านั้น”
เซวียจั๋วหมิงร้อนใจกับความมั่นอกมั่นใจของทั้งสี่คนจนแทบร้องไห้ “ที่แท้พวกเจ้าก็รู้ว่าเขามีระดับพลังยุทธ์แค่กายแห่งมรรคขั้นสิบ…ตอนนี้เขากำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ภูตถึงสองตัวเชียวนะ! เขากำลังรนหาที่ตาย! พวกเจ้าช่วยทำอะไรหน่อยไม่ได้หรือ!”
“ทำอะไรหน่อยอย่าง