าก่อนว่าจะได้ฟังเรื่องราวเช่นนี้ จึงทำตัวไม่ถูกและไม่อาจจะกล่าวอันใดออกไปดี
ภาพวาดนั้นถูกจับจ้องเอาไว้อยู่นาน ก่อนที่ปรมาจารย์หวินฉีจะค่อยๆ บรรจงม้วนมันเก็บกลับไปอย่างดีเหมือนเดิม เขาสูดลมหายใจเข้าไปฟอดหนึ่ง “ภรรยาที่รักของข้าได้ล่วงลับจากข้าไปเมื่อนานแสนนานมาแล้ว
ครั้งแรกที่ข้าได้พบกับเด็กสาวผู้นั้นแทบจะล้มทั้งยืน ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะพินิจพิจารณาจนแน่แท้แก่ใจได้
ทว่าหญิงสาวนางนั้นกลับเอาแต่กราบกรานให้ข้าเป็นอาจารย์ มันทำให้ข้ารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง”
“อย่างไรหรือ? นางมีเป้าหมายอย่างอื่นจึงไม่สามารถกล่าวต่อผู้คนได้อย่างนั้นหรือ?” หลงเฉินขมวดคิ้วเมื่อความสงสัยเข้ามาถาโถม
ปรมาจารย์หวินฉียิ้มออกมาเล็กน้อย สักพักใหญ่จึงได้กล่าวต่อ “นางก็ถือว่าเป็นผู้หลอมโอสถผู้หนึ่ง มีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง อาจจะดีกว่าเจ้าก็เป็นได้ ดังนั้นเจ้าต้องระวังเอาไว้”
หลงเฉินที่ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นจากปรมาจารย์หวินฉีก็ได้แน่นิ่งไป ไม่มีวาจาใดหลุดลอดออกมาจากไรฟันแม้แต่น้อย เมื่อปรมาจารย์หวินฉีเห็นการณ์เช่นนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขายื่นป้ายหยกมาให้หลงเฉินซึ่งเป็นป้ายที่ประทับชื่อของเขาโดยเฉพาะ
รอยสลักของตราประทับนั้น