่าห์เดินทางไกลจากเมืองหลวงมาเหยียบเมืองบ้านนอกกันดารแห่งนี้ด้วยตัวเอง ก็ถือว่าให้เกียรติพวกเจ้ามากพอแล้ว! เจ้าควรจะสำนึกในบุญคุณเสียด้วยซ้ำ!”
หลงเฉินผลักประตูบานใหญ่เข้าไปโดยไม่รอให้ใครประกาศชื่อ
ปัง!
เสียงประตูเปิดดังสนั่นเรียกสายตาของทุกคนในห้องให้หันมามองเป็นตาเดียว
ภายในห้องโถง ผู้นำตระกูลหลงจ้านนั่งอยู่บนเก้าอี้ประมุข ใบหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือทั้งสองข้างกำพนักเก้าอี้แน่นจนไม้เนื้อแข็งเริ่มมีรอยร้าว ด้านข้างมีเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลหลงนั่งก้มหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาแขกผู้มาเยือน
และที่นั่งฝั่งตรงข้าม คือสตรีวัยกลางคนในชุดผ้าไหมหรูหรา แต่งหน้าจัดจ้าน ใบหน้าเชิดสูงตลอดเวลา นางคือ “นาหลันเฟิง” ผู้อาวุโสหญิงจากตระกูลนาหลัน ข้างกายของนางมีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่แววตาโอหังนั่งไขว่ห้าง จิบชาด้วยท่าทีเบื่อหน่าย
“โอ้? นี่น่ะหรือนายน้อยหลงเฉิน?” นาหลันเฟิงปรายตามองหลงเฉินตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วแค่นเสียง “หึ… สภาพดูไม่ได้ยิ่งกว่าที่ลือกันเสียอีก ผอมแห้ง ไร้ราศี พลังปราณก็อ่อนด้อย… ช่างเป็นขยะโดยสมบูรณ์แบบจริงๆ”
หลงเฉินเดินอาดๆ เข้าไปกลางห้องโถง ไม่ได้ทำความเคารพใครทั้งสิ้น เขาจ้องหน้าน