โหยวฉินเลี่ยอีก นางเบือนหน้ากลับมากล่าวประชดแดกดันอย่างเย็นชา “หมิงอ๋องมีฝีมืออันยอดเยี่ยมนักแผนการอันยอดเยี่ยมนัก”
จั่วม่อแย้มยิ้มในใจ ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดครั้งนี้ ล้วนเกิดจากแผนการของผูเยากับเว่ย เมื่อหลายปีก่อนผูเยาและเว่ยเคยบอกเล่าถึงพันธสัญญาเพรียกโลหิตและเมล็ดพันธุ์ที่ได้เพาะไว้ แต่จั่วม่อไม่ได้ใส่ใจ
มากนัก ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ เมล็ดพันธุ์ทั้งสามในแผนการนี้ล้วนมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อชัยชนะของมัน
หากมิใช่ว่ามีโหยวฉินเลี่ยคอยอำนวยความสะดวก มันคงไม่อาจเข้าถึงตัวหมิงเยวี่ยเยี่ยได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
จั่วม่อเสาะหาเก้าอี้ตัวหนึ่ง นั่งลงอย่างปลอดโปร่ง ราวกับว่ามันเป็นเจ้าของสถานที่ก็มิปาน
“มาเถอะ ท่านทั้งหลาย ข้าเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องกล่าววาจาระคายหูคราวนี้มาสนทนาถึงอนาคตของเผ่าอสูรดีหรือไม่”
วาจาของจั่วม่อ ดังชัดเจนอยู่ในสองหูของทุกผู้คน
“อย่าได้เพ้อฝันไป!” หมิงเยวี่ยเยี่ยใบหน้าเย็นยะเยียบ สุ้มเสียงของนางแน่วแน่เฉียบขาดเป็นพิเศษ “ต่อให้วันนี้พวกเราทั้งหมดต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ พวกเราก็ไม่มีวันยอมรับคำสั่งของเจ้า หากเจ้าต้องการปราบพิชิตพวกเราเผ่าอสูร ก็ส่งกองทัพของเจ้ามาเถอะ!”
วาจาอันดุดันของหมิงเยวี่ยเยี่ยปลุกเร้าความคิดต่อสู้ของทุกคนขึ้นมาพวกมันถลึงตามองจั่วม่ออย่างโกรธแค้น
“ถูกแล้ว! เจ้าหากคิดเอาชนะเผ่าอสูรเรา ก็ไสม้าเข้ามา!”
“เฮอะ อาศัยแผนการที่ไม่อาจพบพานคนเช่นนี้ ก็