เข้าใจว่าจะสามารถยึดครองเผ่าอสูรเรา ช่างไร้เดียงสานัก!”
จั่วม่อมองดูหมิงเยวี่ยเยี่ยอย่างแปลกใจ มันไม่ได้ประหลาดใจกับท่าทีอันแข็งกร้าวของหมิงเยวี่ยเยี่ย แต่อัศจรรย์ใจในสายตาอันเฉียบคมของสตรีนางนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่ตกเป็นรองอย่างสิ้นเชิง นางกลับสามารถ
มองทะลุถึงความตั้งใจของมันอย่างชัดแจ้ง เรียกได้ว่าเดิมทีนางไม่มีเบี้ยต่อรองอยู่ในมือ แต่เพียงชั่วพริบตาก็ไขว่คว้าได้เบี้ยต่อรองจำนวนหนึ่งเบี้ยต่อรองจำนวนนี้แม้ไม่มากนัก แต่จะอย่างไรยังคงใช้ต่อรองได้
นางอ่านออกในทันที ว่าจั่วม่อต้องการจบเรื่องในแดนอสูรอย่างเงียบสงบและรวดเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นมันเพียงแค่เชือดทุกคนที่นี่ทิ้ง จากนั้นกรีธาทัพเข้าปราบพิชิตแดนอสูร นั่นจึงเป็นวิธีที่ง่ายดายและตรงไปตรงมาที่สุด ไยต้องสนทนาให้มากความ
การสูญเสียชนชั้นผู้นำทั้งหมดในคราวเดียว จะทำให้เผ่าอสูรตกอยู่ในความโกลาหลอลหม่าน ย่อมไม่มีปัญญารวมกำลังต่อต้านกองทัพปิศาจอันเกรียงไกร
แต่หมิงอ๋องกลับไม่ทำเช่นนั้น หมิงเยวี่ยเยี่ยคว้าถูกเงื่อนปมสำคัญในทันที
ที่คาดไม่ถึงก็คือ เสียงหัวร่อเบา ๆ ดังแว่วออกมาจากเบื้องหลังหน้ากาก
หากในสภาพมีเปรียบอย่างเต็มที่เช่นนี้ มันยังถูกอีกฝ่ายกดดันเอาได้เช่นนั้นจั่วม่อก็คงไม่ใช่ผีดิบจอมลอกคราบที่โด่งดังไปทั่วอาณาจักรนภาจันทร์เมื่อครั้งกระโน้นแล้ว!
เป๊าะ จั่วม่อดีดนิ้ว ส่งสัญญาณให้โหยวฉินเลี่ย
โหยวฉินเลี่ยเข้าใจสัญญาณ พลันก้าวออกมาเบื้