ย คนที่เหลือไม่ได้ต่อต้านการตัดสินใจของมัน ทำให้มันรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย สุ้มเสียงจึงผ่อนคลายลง “ข้ามิใช่ไม่ทราบว่าจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายจะมากมายมหาศาล แต่นี่เป็นโอกาสได้ชัยเพียงหนึ่งเดียวของพวกเรา พวกเราไม่ต้องคำนึงถึงค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายออกไป เราจะให้หมิงอ๋องได้รับรู้ วิหารเทพปิศาจเรามีความแน่วแน่ ยินดียอมเป็นหยกศิลาล้วนแหลกลาญแต่ไม่ยอมสยบ…”
สุ้มเสียงคลุ้มคลั่งของประมุขเทพปิศาจดังกังวานไปทั่วห้องโถง
ที่พำนักของสุ่ยเยวี่ย
อูเล่อยกเหยือกสุราฤทธิ์ร้อนแรงกรอกปากติดต่อกันหลายอึก มันคล้ายคนที่กระหายน้ามาแรมปี ปล่อยให้สุราทุกหยาดหยดหายเข้าไปในปากและลำคอ รอจนมันวางเหยือกลง ใบหน้าปรากฏสีแดงซ่าน มันรำพึงกึ่งเมามาย “โหยวซือหย่าเค่อกล่าวไม่ผิด เหล่าต้าเสียสติไปแล้ว”
เบื้องหน้าสุ่ยเยวี่ยวางไว้ด้วยขวดสุราเล็ก ๆ และจอกน้อยใบหนึ่ง มันรินสุราทีละน้อย ค่อย ๆ จิบช้า ๆ อย่างเฉื่อยชา
หลังจากเทพปิศาจสามคนแรก พวกมันทั้งคู่เป็นเทพปิศาจลำดับสี่และลำดับห้าที่เข้าสังกัดมาพร้อมกัน ดังนั้นใกล้ชิดสนิทสนมกว่าผู้อื่น
“ข้าอาจไม่ใช่แม่ทัพบัญชาการศึก” อูเล่อยกสุรากรอกปากอีกครั้งจากนั้นสั่นศีรษะ “แต่ข้าทราบว่าการทำเช่นนี้ ไม่ต่างจากดื่มยาพิษดับกระหาย ยามนี้พวกเรายังครองใจของผู้คน แต่เมื่อใดที่เริ่มกระทำการคลุ้มคลั่งเยี่ยงนั้น เราจะสูญเสียศรัทธาความเชื่อจากคนทั้งหมด”
“มันแบกรับความกดดันมากเกินไป” สุ่ยเยวี่ยกล่าวอย่างไม