ี้ต้องเผชิญกับภาพลวงตาอันน่าสะพรึงกลัวเหลือคณานับ
แต่จั่วม่อคล้ายไม่ได้ยินสุ้มเสียงเหล่านั้นแม้แต่น้อย สายตาเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เพลิ่งเทพสุริยันสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากปลายนิ้ว ตรงเข้ารัดพันรอบเสาหินของแท่นบูชา
เสาหินบูชายัญเริ่มลุกไหม้ในบัดดล
ผิวหน้าของเสาหินหลอมละลายอย่างรวดเร็วประดุจชั้นหิมะ จากนั้นเป็นชั้นที่สอง ชั้นที่สาม… …
ผิวหน้าของเสาหินชั้นแล้วชั้นเล่าถูกลอกออกอย่างไม่หยุดยั้ง ราวกับคนปอกเปลือกหัวหอม
พลังเทพของจั่วม่อถูกใช้หมดเปลืองไปอย่างต่อเนื่อง แต่แสงตะวันของดวงอาทิตย์ทั้งสามบนพฤกษาเทพสุริยันไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย พวกมันคล้ายสามารถปลดปล่อยพลังเทพบริสุทธิ์อันยิ่งใหญ่ไพศาลออกมาได้อย่างไม่รู้จักหมดสิ้น
จั่วม่อมุ่งมั่นจดจ่อถึงที่สุด จนไม่ล่วงรู้กระทั่งเวลาที่ผ่านไป
เพียะ!
ชั้นที่แปดสิบเอ็ด!
เสาหินพลันแหลกสลายเป็นผุยผง กระจัดกระจายหายไปในอากาศ
เงาร่างสีดำสายหนึ่งดีดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าผูเยากลับมาแล้ว!”
มันยังคงมากมีสีสันเฉกเช่นในกาลก่อน ยังคงหยามดูแคลนทุกสรรพสิ่ง ยังคงเย่อหยิ่งจองหองเทียมฟ้า
เปลวไฟสีดำม้วนตัววูบที่กลางเวหา จากนั้นผูเยาปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าจั่วม่อ กล่าวด้วยสีเหน้าเหยียดหยาม “เจ้าช้าเกินไป! ข้าหลงเข้าใจว่าสักห้าหกปีเจ้าก็คงมาแล้ว! กลับกลายเป็นว่าข้าประเมินเจ้าสูงเกินไปตามคาด!”
สุ้มเสียงยังคงทั้งเหยียดหยาม ดูแคลน ทั้งเยาะเย้ยถากถางเช่นเดียวกันกับเม