าม่ออวิ๋นไห่ก็เป็นพวกเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในซากโบราณสถานทั้งหมด
“ในที่สุดก็ไม่มีผู้ใดแก่งแย่งกับพวกเราแล้ว” จั่วม่อทอดถอนรำพึงอย่างพออกพอใจ สีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง
คนอื่น ๆ พากันหัวร่อ พวกมันถึงกับยึดครองซากโบราณสถานทั้งหมดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว
“สมควรไปยังตำหนักใด?” จั่วม่อหันไปถามทารกหมอกวิญญาณ
ทารกหมอกวิญญาณทำท่าอึกอัก จากนั้นกล่าวอย่างครุ่นคิด “ตำหนักฤดูหนาวไปไม่ได้ ครั้งหนึ่งยอดนักรบที่เข้มแข็งที่สุดแห่งชนเผ่าสุริยันเคยเอาชีวิตไปทิ้งในตำหนักฤดูหนาว ส่วนตำหนักอื่น ๆ อืมม์… … ทั้งหมดสมควรไม่มีปัญหา… …”
ทารกหมอกวิญญาณกล่าวไปกล่าวไป สุ้มเสียงยิ่งเบาลง ๆ
จั่วม่อสีหน้าดำคล้า ถลึงตามองอย่างขุ่นเคือง “นี่คือสิ่งที่เจ้าบอกว่ารู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี?”
ทารกหมอกวิญญาณกล่าวด้วยสีหน้าขวยเขิน “นั่นมัน… …นั่นมัน……ที่จริงแล้ว… …”
จั่วม่อบีบขมับพลางบ่นพึมพำ…ประเสริฐนัก ช่างเหมือนกันไปเสียทั้งหมด… …
มันขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ ในบรรดาพวกมัน ดูเหมือนว่าจะมีพวกที่เล่นกับไฟอยู่มากที่สุด ดังนั้นกล่าวว่า “ไปยังตำหนักฤดูร้อนก็แล้วกัน!”
คนอื่น ๆ ย่อมไม่มีผู้ใดเห็นค้าน
ประตูสัมฤทธิ์ของตำหนักฤดูร้อนสลักเป็นลวดลายดวงอาทิตย์และมวลบุปผาเบ่งบานตระการตา เมื่อจั่วม่อทาบฝ่ามือลงบนบานประตูสัมฤทธิ์ ดวงอาทิตย์และมวลบุปผาพลันส่องประกายเจิดจ้า ประตูตำหนักเปิดออกโดยไร้สุ้มเสียง
แสงแดดจ้าสาดส่องออกมาจากประตูตำหนัก เป็นแสง