ัก”
จั่วม่อห่วงกังวลไม่คลาย รีบบ่งบอกรูปร่างหน้าตาของทุกผู้คนอย่างละเอียด
ทารกหมอกวิญญาณนับว่ามีฝีมืออยู่บ้างจริง ๆ เห็นมันโบกมือคราหนึ่ง กระจกหมอกพลันปรากฏขึ้น ฉายภาพของทุกคนออกมา
จั่วม่อเห็นว่าทุกคนแม้กำลังต่อสู้กับศัตรู แต่ไม่มีผู้ใดตกอยู่ในอันตรายค่อยเบาใจลงไม่น้อย
หลังจากเพ่งมองอยู่ชั่วขณะ จั่วม่อพลันถามว่า “ไฉนในห้องโถงอื่นไม่เห็นมีผู้พิทักษ์อยู่ด้วย?”
ทารกหมอกวิญญาณทอดถอนใจ “ผู้พิทักษ์ของอีกสี่ห้องโถงเคยดำรงอยู่ก่อนหน้านี้ พวกมันล้วนเป็นผู้เข้มแข็งอันกล้าแกร่งเกรียงไกรในยุคนั้นแต่ผู้ใดสามารถเอาชนะกาลเวลานับหมื่นปีได้เล่า? หากมิใช่ว่าข้ากลายเป็นวิญญาณหยิน และมีลัญจกรตาหมอกซึ่งสร้างโลกของตัวเองอยู่ภายใน ข้าเองก็คงดับสลายไปเช่นเดียวกันกับพวกมันตั้งแต่แรก”
จั่วม่อครุ่นคิดตาม ค่อยพบว่าเช่นนี้จึงถูกต้อง ผู้ที่สามารถรอดชีวิตจากยุคบรรพกาลมาจนถึงยามนี้ล้วนไม่ใช่สิ่งปกติธรรมดา ทันใดนั้นมันนึกถึงคำถามสำคัญที่สุด “ฟังว่ามีตัวอ่อนยุทธภัณฑ์เทพอยู่ในสถานที่แห่งนี้เจ้าล่วงรู้หรือไม่ว่าอยู่ที่ใด?”
ทารกหมอกวิญญาณงงงันวูบ จากนั้นพลันเข้าใจกระจ่าง “อ้อ ที่แท้จู่เหรินมาเพื่อของสิ่งนั้น!”
จั่วม่อบังเกิดความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม “เจ้ารู้ว่ามันอยู่ที่ใดใช่หรือไม่?”
ทารกหมอกวิญญาณพยักหน้า “มีของสิ่งนั้นอยู่จริง จู่เหรินคนก่อนเก็บรวบรวมสมบัติของวิเศษจากทั่วสารทิศ ตั้งใจว่าจะหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพชิ้น