ไกล กล่าวปนทอดถอน”เซี่ยวม่อเกอผู้นี้เป็นบุคคลอันร้ายกาจโดยแท้ ไม่ว่าไปยังที่ใดล้วนก่อมรสุมลูกใหญ่”
ฉินหมิงพยักหน้าพลางกล่าว “มิผิด แต่การทำตัวให้ตกเป็นเป้าหมายของทุกผู้คนไม่ใช่เรื่องชาญฉลาด วีรบุรุษไม่ยืนใต้กำแพงหักพังสถานการณ์เบื้องหน้าแม้ยังไม่ถึงกับจบสิ้น แต่เกรงว่าเป็นจุดอับ ยากจะพลิกผันกลับกลาย”
ทังเฉินพอฟังต้องฝืนยิ้ม “พวกท่านช่างกล่าวอย่างสบายอกสบายใจนัก ก่อนอื่นเราสมควรคิดหาหนทางหยิบฉวยมรดกเคล็ดวิชาพลังเทพจะดีกว่ากระมัง”
คนอื่น ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าสลายไปทันที สีหน้าของพวกมันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง
พวกมันเพิ่งได้รับข่าวว่าเทพปิศาจแห่งวิหารเทพปิศาจอีกสองตนกำลังเร่งรุดมาด้วยความเร็วสูงสุด อย่างเร็วที่สุดสมควรบรรลุถึงในวันพรุ่งส่วนสภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูรก็เป็นขุนเขาอีกลูกหนึ่งที่ตั้งขวางอยู่เบื้องหน้าพวกมน มิหนำซ้าขุนเขาลูกนี้ยังใหญ่โตกว่าวิหารเทพปิศาจอีก
พวกมันมองดูเหล่าผู้อาวุโสเผ่าอสูร เห็นแต่ละคนจ้องมองเส้นเปลวไฟตรงแน่วเส้นนั้นอย่างไม่ยินยอมละสายตา หมิงเยวี่ยเยี่ยยังประกาศอย่างเป็นทางการ เผยจุดมุ่งหมายที่จะช่วงชิงมรดกเคล็ดวิชาพลังเทพของเซี่ยวม่อเกอออกมาอย่างชัดแจ้ง
“เซี่ยวม่อเกอเข้าไปในเนินสุสานภูตทำอะไร?”
ฉินหมิงสีหน้าครุ่นคิด “ใช่ มันที่แท้กำลังทำอันใดอยู่ข้างในนั้น เหล่าเฉิน เจ้าคงล่วงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเนินสุสานภูตกระมัง?”
น่าแปลกที่ทังเฉินกลัยสั่นศีรษะ “รู้ไม่มากนัก”
ฉิ