น้าเคร่งขรึมจริงจัง ค่อย ๆ ปลดศาสตรามารของมันออกมาจากห่อผ้า ศาสตรามารด้ามยาวในห่อผ้าที่มันสะพายอยู่บนหลังถึงกับเป็น ‘ตัวเหลือบสีน้าเงิน’ ศาสตรามารปฐพีที่จั่วม่อเพิ่งหลอมสร้างขึ้น!
หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่ใส่ใจการประลองกำลังเมื่อครู่ เพียงกล่าวแฝงความนัย “ไม่ว่าจะเป็นเซียวอวิ๋นไห่ก็ดี หรือเซี่ยวม่อเกอก็ดี จุดมุ่งหมายของเรามีเพียง ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ เท่านั้น แต่ตามที่ข้าล่วงรู้ กลับมีคนจำนวนมากกำลังหมายตามรดกเคล็ดวิชาเทพของเจ้า”
เขิงเหลียนเอ๋อร์แย้มยิ้มอย่างเฉิดฉัน กล่าวว่า “นั่นต้องดูว่าพวกมันมีความสามารถพอหรือไม่”
“นั่นก็ใช่แล้ว” หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่ได้โต้แย้ง ทันใดนั้นนางยื่นมือออกมาลำแสงหลายสายพลันงอกเงยออกมาจากฝ่ามือของนาง สะบัดพลิ้วเป็นจังหวะดุจสาหร่ายทะเล
เขิงเหลียนเอ๋อร์สุ้มเสียงคล้ายกังวานมาจากที่ห่างไกล แต่ก็คล้ายดังอยู่ริมหูผู้คน “ข้าเข้าใจแล้ว ที่แท้เจ้าบรรลุถึงพลังเทพเป็นที่เรียบร้อย”
“หากท่านปรมาจารย์ยินดีขายอาภรณ์ทูตสวรรค์ให้แก่พวกเรา เราจะรับประกันความปลอดภัยของท่านปรมาจารย์เอง พวกเราต้องการเพียงอาภรณ์ทูตสวรรค์เท่านั้น” หมิงเยวี่ยเยี่ยเหลือบมองนาง พลางกล่าวด้วยสุ้มเสียงจริงใจ
เขิงเหลียนเอ๋อร์ยกมือขึ้นจัดแต่งเรือนผมตรงหน้าผาก กล่าวเสียงนุ่มนวล “อาศัยพวกเจ้าไม่กี่คนเกรงว่ายังไม่เพียงพอ”
“ข้าเมื่อกล้ากล่าวเช่นนี้ ย่อมมีความเชื่อมั่นอยู่บ้าง” หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่หลบเลี่ยงสายตาเคลือบ