ย่างสุภาพเรียบร้อย อย่างน้อยมันยังคงรู้จักนาง ด้วยการแนะนำของทังเฉินในงานเลี้ยงครั้งนั้น
ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาพลันถามจั่วม่อว่า “เจ้าที่แท้จดจำนางได้หรือไม่?”
“อืมม์ พวกเราเคยพบกันมาก่อนรึ?” จั่วม่องงงันวูบ ย้อนถามด้วยสีหน้างงงวย
“เช่นนั้นเจ้าไฉนจดจำแม่นางน้อยตระกูลชิงฮวาผู้นั้นได้?” ผูเยาถามอย่างสนอกสนใจ
“เพราะความรัก!” เว่ยสบช่อง โพล่งออกมาโดยไม่ต้องขบคิด
จั่วม่อเหลือกตา “ก็ต้องเป็นเพราะว่าข้าเคยประมือกับนางอยู่แล้ว”
ผูเยาคล้ายตื่นเต้นยินดีอยู่บ้าง “ช่างเหมือนกับข้าเมื่อครั้งกระโน้นนักไม่ลุ่มหลงในความงาม… …”
เว่ยกล่าวขัดด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ “ถึงยามนี้ข้าค่อยเข้าใจว่าเจ้าไฉนถวิลหานายเก่าของข้านัก จวบกระทั่งหลายพันปีล่วงผ่านยังไม่ลืมเลือนนาง ครั้งนั้นนายข้าไม่ทราบว่าทุบตีเจ้ากี่ครั้งกี่หน! ฮ่าฮ่า!”
ผูเยาสีหน้าแข็งค้าง จากนั้นกลายเป็นบิดเบี้ยวในทันที… …
ตาแก่สองคนนี้ ยามนี้ช่างร่าเริงนัก!
จั่วม่อกลับออกมาจากทะเลแห่งจิตสำนึก อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้มีความประทับใจใดต่อจีลี่อวี่แม้แต่น้อย
จีลี่อวี่ขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง ตั้งแต่ต้นเซี่ยวอวิ๋นไห่ผู้นี้คล้ายไม่ไว้หน้านางแม้แต่น้อย กระทั่งนางเป็นฝ่ายทอดไมตรีด้วยตัวเอง ผู้อื่นยังคงมีใบหน้าเฉยชาเหมือนตอไม้ นางใคร่คิดถามสักครา คนผู้นี้ใช่มีสีหน้าแบบอื่นอีกหรือไม่?
เสน่ห์ความงามของนางซึ่งไม่เคยล้มเหลวมาก่อน คล้ายไม่มีประโยชน์อันใดต่อหน้าตัวประ