ันมาก่อนอยู่บ้าง แต่นี่อะไร กระทั่งนามของมันยังไม่มีผู้ใดเคยได้ยินได้ฟังมาก่อนด้วยซ้า ไม่แปลกเกินไปหน่อยรึ?” ฟงซิ่นจื่อกล่าวราวรำพึงกับตัวเอง พลางเพ่งมองจั่วม่อจากระยะไกล
“มีผู้คนมากมายที่จากไม่มีอะไร แล้วทะยานขึ้นโด่งดังคับฟ้าในชั่วข้ามคืน นี่ไม่เห็นมีอันใดน่าแปลก” จีลี่อวี่ไม่เห็นพ้อง
“ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น” ฟงซิ่นจื่อไม่ถกเถียงเรื่องนี้ต่อ
ในเวลานี้เอง คนผู้หนึ่งเบียดเสียดผู้คนตรงเข้ามา เรียกเสียงสบถด่าเบา ๆ มาตลอดทาง พอเข้ามาถึงคนทั้งสองก็กล่าวอย่างคึกคักกระตือรือร้น“ฮ่าฮ่า วันนี้ได้พบพานแม่นางโฉมงามถึงเพียงนี้ นับว่าเป็นโชควาสนาของข้านัก! แม่นางผู้งามเลิศจนหัวใจข้าแทบหยุดเต้น มิทราบสามารถประทานบอกนามอันไพเราะของเจ้าได้หรือไม่?”
จีลี่อวี่ในใจรังเกียจเดียดฉันท์อยู่บ้าง แต่บนใบหน้าไม่แสดงสิ่งใดออกมา เพียงแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน “คิดสอบถามชื่อผู้อื่น เจ้าไม่สมควรแจ้งนามของตนก่อนหรือ?”
จีลี่อวี่เดิมทีงามรัดรึงตรึงจิตอยู่แล้ว นางยามไม่แย้มยิ้ม ก็ราวกับไข่มุกที่สุกสว่างที่สุดในงานเลี้ยง แต่พอเผยรอยยิ้มออกมา ทั่วทั้งตำหนักจัดเลี้ยงคล้ายสว่างไสวขึ้นมาทันที บรรดาอาคันตุกะโดยรอบล้วนตะลึงลานจนซึมเซากันไปหมด
บุรุษหนุ่มกรุยกรายที่บุกเข้ามาสนทนากับนางเมื่อครู่ถึงกับตะลึงงันจนแทบลืมหายใจ นิ่งขึงอยู่ครึ่งค่อนวันค่อยได้สติรู้สึกตัว มันมีสีหน้าลุ่มหลงมึนเมา ทำท่าราวกับหากจีลี่อวี่สั่งให้มันไปตายเสีย