้าง แต่รอจนโฉมหน้าของอีกฝ่ายปรากฏชัดในม่านสายตา ต้องแตกตื่นตะลึงลานเป็นคำรบสอง … อสูร!
“เจ้าเป็นใคร?” ผู้มามองจั่วม่อ พลางถามอย่างสนอกสนใจ “กล่าวกันว่าวงแหวนสายฟ้าแกนสวรรค์หายสาบสูญไปนานปี นึกไม่ถึงว่าจะยังคงมีผู้ที่ฝึกวิชานี้อยู่ด้วย ช่างน่าสนใจนัก”
จั่วม่อกวาดตามองผู้มา ลอบประหลาดใจอยู่บ้าง คนผู้นี้ปรากฏกายอย่างเงียบเชียบดุจเงาผี หากมิใช่ว่าสัมผัสรับรู้ของจั่วม่อกล้าแข็งกว่าคนทั่วไป เกรงว่ายากจะตรวจพบการคงอยู่ของคนผู้นี้ได้
ผู้มามิเพียงไม่แก่ชรา ซ้ายังหนุ่มแน่นยิ่ง สวมใส่อาภรณ์โอ่อ่าภูมิฐานเพียงมองปราดเดียวก็สามารถบ่งบอกศักดิ์ฐานะ รอยยิ้มอบอุ่นกระจ่างจ้าคล้ายมากล้นด้วยไมตรีจิต
แต่จั่วม่อไม่ปริปากตอบแม้สักครึ่งคำ อย่าได้เห็นว่าผู้อื่นดูมากน้าใจไมตรี จั่วม่อสามารถรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายเย็นยะเยียบชนิดหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างของคนผู้นั้น กลิ่นอายนี้เบาบางยิ่ง ทั้งยังปิดซ่อนอย่างแนบเนียน ทว่าสัมผัสรับรู้ของจั่วม่อเหนือล้ากว่าคนทั่วไป มีความเฉียบไวต่อกลิ่นอายของอันตรายมากเป็นพิเศษ กลิ่นอายเย็นเยือกนี้บันดาลให้มันรู้สึกถึงอันตรายอย่างแรงกล้า ประหนึ่งอสรพิษที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดตระเตรียมคร่าชีวิตผู้คน ทั้งอำมหิตและเลือดเย็นสุดบรรยาย
ที่สำคัญที่สุด คือกลิ่นอายอำมหิตเลือดเย็นนี้กลับซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มอบอุ่นดั่งแสงตะวัน จั่วม่อไหนเลยจะไม่ขนหัวลุกเกรียวได้
“ท่านที่นับถือคือ?” อาเหิงเผยรอยยิ