“พลังเพื่อปกป้อง ย่อมต้องมาพร้อมกับค่าตอบแทน” เว่ยกล่าวอย่างมีความหมาย ดวงตาลึกล้าทอประกายดื้อรั้นดึงดันและเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ชนิดหนึ่ง
จั่วม่อตะลึงงัน ทันใดนั้นมันก็นึกถึงอากุ่ย
หากจะกล่าวถึงการปกป้อง คงไม่มีผู้ใดเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ไปกว่าอากุ่ยอีกแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีการปกป้องใดที่ต้องที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนหนักหนาสาหัสถึงเพียงนั้นอีก
นี่คือความหมายของการปกป้องใครสักคนเช่นนั้นหรือ?
ความคิดของจั่วม่อหมุนเร็วรี่
เว่ยไม่เอ่ยปากเร่งรัด ผูเยาเองก็ยังคงนิ่งเงียบ ในทะเลแห่งจิตสำนึกมีเพียงเสียงแตกปะทุของเปลวไฟอันน่าขนพองสยองเกล้า
ชั่วอึดใจให้หลัง จั่วม่อเงยหน้าขึ้นมอง พลางแสยะปากเผยรอยยิ้มไม่ยี่หระ “คิดขู่ขวัญข้าหรือ? ฮ่า! ไม่ว่ามองจากมุมใด นี่ก็เป็นการค้าที่ได้กำไรไยข้าจะไม่กระทำเล่า? รีบบอก รีบบอก ข้าต้องทำอย่างไรบ้าง?”
เว่ยเพ่งตามองจั่วม่ออย่างลึกซึ้ง “เจ้าแน่ใจแล้วรึ”
“อย่ามัวพิรี้พิไรมากความน่า รีบลงมือเร็ว ๆ จะเป็นการดีที่สุด เกอต้องรีบไปฝึกฝีมือต่อ เจ้าคิดถ่วงรั้งให้เกอเสียเวลาหรือไร?” จั่วม่อถลึงตาใส่
เว่ยยิ้มบาง ๆ “นี่ง่ายดายยิ่ง”
ทันทีที่มันกล่าวจบคำ ป้ายศิลาสุสานที่ตั้งตระหง่านอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อพลันแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ แต่ละชิ้นแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานสีดำดุจอสรพิษทมิฬ ทะลวงเข้าไปในร่างจั่วม่อไม่ขาดสาย
จากนั้นพลังงานสีดำก่อตัวเป็นป้ายศิลาสุสานอันเล็ก ๆ ภายในร่างของ