่วไปขายนั้นยังไม่ถึงขั้นที่จะเรียกได้ว่าเป็นกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์ จึงแนะนำให้พวกมันไปลองหาดูที่ศาลาสมบัติหายากแทน
ทั้งสามทำตามคำชี้แนะของเจ้าของร้านผู้มีน้าใจ มุ่งหน้าไปยังศาลาสมบัติหายาก
ศาลาสมบัติหายากที่ว่านั้น โถงทางเข้าสามัญธรรมดายิ่ง แทบจะเรียกได้ว่าทรุดโทรม ดูคล้ายร้านรวงเล็ก ๆ ทั่วไป ไม่ได้มีสภาพสมกับที่เป็นร้านค้าชั้นดีที่สุดของเมืองปู้โจวแม้แต่น้อย
จั่วม่อกับเขิงเหลียนเอ๋อร์สบตากันวูบ ต่างคนต่างประหลาดใจอยู่บ้าง
แต่พวกมันในเมื่อมาถึงที่แล้ว จั่วม่อก็ตัดสินใจเข้าไปลองชมดูสักคราแต่พอพวกมันก้าวล่วงผ่านเข้าสู่ด้านใน ภาพเบื้องหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป
เห็นศาสตรามารรูปลักษณ์แปลกพิสดารมากมายแขวนค้างอยู่ในความว่างเปล่าตรงหน้าพวกมัน ศาสตรามารแต่ละเล่มแผ่ซ่านกลิ่นอายที่ผิดแผกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บ้างอ่อนโยน บ้างดุดัน บ้างเย็นยะเยือก…
ศาสตรามารเหล่านี้แตกต่างกันทั้งหมด แต่จัดเรียงเข้าด้วยกัน เป็นเสมือนขั้นบันไดที่สร้างขึ้นจากศาสตรามารล้วน ๆ
ก้าวเดินขึ้นไปบนบันได พวกมันสามารถรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายพิเศษเฉพาะของศาสตรามารแต่ละเล่มใต้ฝ่าเท้าของพวกมันอย่างชัดเจนความรู้สึกนี้แปลกพิสดารยิ่ง
จั่วม่ออดทอดถอนชมเชยไม่ได้ ช่างมือเติบนัก
อย่าได้เห็นว่าศาสตรามารเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเพียงขั้นบันได แท้ที่จริงแล้วพวกมันแต่ละเล่มล้วนเป็นศาสตรามารด่านเจียง หากสุ่มโยนสักเล่มลงไปในท้องตลาด รับรองว่าจะสร้างค