บี่แทบหมดสิ้น เจี้ยจู่ผู้นั้นยามนี้กลายเป็นตัวตลกใหญ่ที่คนทั่วหล้าพากันหัวร่อเยาะ!”
“ฮ่าฮ่า! มันโอบล้อมศัตรูไว้ได้ถึงขนาดนั้น แต่ยังปล่อยให้ปลาเล็ดลอดจากร่างแหไปได้? ไยไม่น่าหัวร่อเล่า? นี่ช่างน่าขายหน้าโดยแท้! ฮ่า!เซียนกระบี่ที่บ้าคลั่งนั่น ขออย่าได้มาทางนี้จะดีที่สุด มิเช่นนั้นละก็… …”
ปิศาจที่กำลังพล่ามวาจาทันใดนั้นชะงักกึกโดยพลัน มันถลึงตาจ้องตรงไปเบื้องหน้า ยืนนิ่งขึงตะลึงลานไป
“มีเรื่องอันใด?” คู่หูของมันงุนงงเล็กน้อย หันมองไปตามสายตาของสหายตามสัญชาตญาณ แล้วสะอึกอึ้งไปทันที
เห็นเงาร่างโดดเดี่ยวสายหนึ่งปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า ถือกระบี่เดินเข้าหาพวกมันอย่างช้า ๆ
เหวยเสิ้งเงยหน้ามองเมืองใหญ่ที่เบื้องหน้า กระชับกระบี่ดำในมือ บนใบหน้าไม่มีเค้าหวั่นเกรง เมินเฉยต่อสายตาเป็นปฏิปักษ์ที่เต็มไปด้วยความชิงชัง เดินตรงเข้าไปยังประตูเมืองโดยไม่แยแสสนใจสิ่งใด
… …
… …
“เจ้ารู้แล้วหรือไม่? เซียนกระบี่ผู้นั้นมาถึงที่นี่แล้ว! มันประกาศว่าขอท้าประลองยอดยุทธ์ทั่วอาณาจักร เพื่อแสวงหาความพ่ายแพ้สักครา! จุ๊จุ๊ ดูความโอหังบังอาจของมันเอาเถอะ คิดแสวงหาความพ่ายแพ้สักครา!”
“เจ้าผู้นี้เสียสติไปแล้ว!”
“เสียสติ? เกรงว่าจะมิใช่! มันชาญฉลาดมากต่างหาก มันที่ก่อกวนเรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ ก็เพียงเพื่อบีบบังคับให้ผู้คนต่อสู้กับมันอย่างเปิดเผย เป็นไร? พวกเจ้าไม่กล้าต่อสู้กับข้าอย่างซึ่งหน้าหรือ? เช่นนั้นเผ่าปิศาจก็ม