ี่ไร้จิตปณิธานเช่นนี้ พวกมันช่างน่าเวทนาโดยแท้ น่าเวทนาที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว… …”
เว่ยพลันกล่าวตรงจุดในประโยคเดียว “จิตปณิธาน? เฮอะ นี่มิใช่ครั้งแรกที่มันเอาแต่กินนอนและนั่งรอวันตาย”
ผูเยาขุ่นเคืองขึ้นมาอีก “เรากระทำเรื่องราวตั้งมากมาย เพียงเพื่อจะเตรียมการไว้สำหรับเจ้าคนเช่นนี้… …”
เว่ยกลับเยือกเย็นกว่า “เราไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว”
ผูเยาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ประเสริฐยิ่ง… …ข้าคงต้องขุ่นแค้นจนอัดอกตาย! ไม่ได้! เฮอะ หากไม่ให้มันจ่ายค่าตอบแทนออกมาบ้าง จะยอมให้มันเอาแต่ประโยชน์ได้อย่างไรกัน… …”
เว่ยจ้องมองผูเยาที่ทำท่าจะผละออกไปเจรจากับจั่วม่ออีกครั้ง กล่าวขัดอย่างใจเย็นว่า “บางทีมันอาจไม่ได้ต้องการรับผลประโยชน์นี้”
ผูเยาชะงักกึก สีหน้าคล้ายครุ่นคิดถึงเรื่องราวบางประการ จากนั้นหัวร่อฮี่ฮี่ออกมา “ฮ่า เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมัน”
เว่ยเอะใจทันที “เจ้าวางแผนจะทำอะไร?”
ผูเยาไม่ตอบ เพียงย้อนถามว่า “เจ้าคิดว่ามันเป็นคนเยี่ยงไร?”
เว่ยตอบอย่างไม่ลังเล “เกียจคร้าน เอาแต่กินนอนและนั่งรอวันตายไม่ชอบทำงานหนัก ละโมบโลภมาก หนังหน้าหนา ทั้งยังใจดำอำมหิต”
ผูเยาถามอย่างครุ่นคิด “แล้วเมื่อใดที่มันจะเพียรพยายามกระทำเรื่องราวบางประการอย่างเอาจริงเอาจัง?”
เว่ยตอบทันควัน “เมื่อมันไม่มีทางเลือกอื่น มันก็ได้แต่ต้องสู้ตายถวายชีวิต”
“อ้อ เช่นนั้นกล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ หากพวกเราต้องการให้มันกระทำเรื่องราวบาง