บกระจ่างดีว่าหลินเชียนมีพลังฝีมือสูงล้าถึงเพียงไหน หากกระทั่งหลินเชียนยังถึงกับเอ่ยปากเช่นนี้ นั่นหมายความว่าหลินเชียนไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วชัยชนะจะอยู่ในมือฝ่ายใดกันแน่
หลินเชียนหน้านิ่วคิ้วขมวด “คนผู้นี้ชาติกำเนิดแปลกประหลาดนัก ดูเหมือนจะมีสายเลือดของทั้งอสูรและปิศาจ ไม่ว่าจะฝีมือศาสตร์อสูรหรือทักษะปิศาจก็ล้วนแล้วแต่กล้าแข็งยิ่ง มิหนำซ้ามันยังฝึกปรือพลังเทพสำเร็จอีกด้วย”
“พลังเทพ?” เสวียตงดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าตื่นตะลึง
“ถูกต้อง ข้าที่เริ่มเข้าใจพลังเทพ เนื่องเพราะประมือกับมันในคราวนี้เอง” หลินเชียนคล้ายขบคิดถึงเรื่องราวบางประการ ขมวดคิ้วอีกครั้ง “มันสมควรสืบทอดมรดกเคล็ดวิชาที่สมบูรณ์ชุดหนึ่ง หากปล่อยให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของวัดเสวียนคง เกรงว่าคงจะไม่ดีนัก!”
มิใช่แค่คุนหลุนเพียงสำนักเดียวที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องพลังเทพ ไม่ว่าสำนักใดที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ล้วนมีความทะเยอทะยานต่อพลังที่สูญหายไปแล้วนี้ แต่หากว่ากันในเรื่องความทุ่มเทพยายาม แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดเกินหน้าสี่มหาสำนัก
เสวียตงหรี่ตาลง “มิผิด! เราไม่อาจปล่อยให้มรดกวิชาเทพตกอยู่ในมือของวัดเสวียนคง ไฉนเราไม่ส่งผู้คนไปบ้างเล่า?”
“เกรงว่าจะไม่เหมาะ!” หลินเชียนสั่นศีรษะ สีหน้าเคร่งเครียด “ศึกครั้งนี้วัดเสวียนคงมีเหตุผลชอบธรรมที่จะต่อสู้ ข้อแก้ตัวของพวกมันที่ว่าจะชำระความเปี๋ยหานศิษย์ทรยศ ไม่มีผู้ใดสามารถคัดง้างได้ หากเราส่งคนไปด้วย