าดฝนโปรย กระทั่งเจ้าของศาสตรามารยังไม่ตระหนักว่าอาวุธคู่กายได้พลัดพรากจาก มือของพวกมันไปแล้ว
ผู้คนที่ปล่อยศาสตรามารหลุดจากมือ ยิ่งมายิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พา กันเปลี่ยนเป็นเลื่อนลอยมึนเมาอยู่ท่ามกลางสายฝน
ชีเตียวอวี่เองเป็นผู้ที่มีฝีมือมากที่สุดในวิชาเสียงปิศาจหลอนจิต มันตระหนักถึงพลังของม่านพิรุณเหล่านี้ในทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลายโดยไม่รู้ตัว หยดน ้ารอบกายมันหมุนคว้างอย่างเร่งร้อนกว่าเดิม ท่ามกลางเสียงแหวกฝ่าอากาศแหลมสูง หยดน ้าพุ่งลิ่ว ดูคล้ายต้องการจะทะลวงผ่านม่านพิรุณ
แต่ม่านพิรุณยังคงสาดเทลงมาไม่ขาดสาย สำเนียงสายฝนโปรยยังคง นุ่มละมุน ชวนเคลิบเคลิ้มมึนเมาอย่างมิอาจต้านทาน
สุ่มเสียงแหลมสูงคล้ายบุกทะลวงเข้าไปในเมือกหยุ่นเหนียว เลือน หายไปในบัดดล หยดน ้าสามหยดโซซัดโซเซคล้ายคนเมาสุรา พวกมันพุ่ง ช้าลง ๆจนกระทั่งแทบจะเคลื่อนที่ด้วยระดับความเร็วเท่ากับเต่าคลาน
ซีเตียวอวี่สีหน้าเผือดขาว นี่เป็นครั้งแรกที่มันรู้สึกอับจนสิ้นหนทางถึง เพียงนี้ ต่อหน้าพลังอันเกรียงไกรแห่งด่านไสว้ มันไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อต้าน แข็งขืนแม้แต่น้อย
“เขตแดนหยาดพิรุณไม่หวนคืน…” ชีเตียวอวี่กระซิบพึมพำด้วยสี หน้าซับซ้อน “สมแล้ว…. ไม่มีสิ่งใดสามารถหวนคืนมาได้จริง ๆ !”
ระหว่างเม็ดฝนแต่ละเม็ด แฝงเร้นไว้ด้วยพลังอันเฉื่อยชาที่ชำแรกเข้า ไปในร่างของมันโดยไม่ทันรู้ตัว
ชีเตียวอวี่รู้สึกสติสัมปชัญญะเริ่มจะเอื่อยเฉื่อยห่าง