ค้างอันใดพวกมันอีก หากเจ้าคิดฉวยโอกาสซ่อนตัวจากตระกูล นี้อาจเป็นโอกาสอันดีงามที่สุด”
เสียกงคู่ควงตาทอแววอบอุ่นวาบ ยกมือขึ้นเสยผมเล็กน้อยอย่างเกียจคร้าน “ท่านยินยอมรามือแล้ว”
“นี้อาจเป็นชะตากรรม” หญิงรับใช้วัยกลางคนยอมรับเสียงแผ่ว อย่างไรก็ตาม สีหน้านางกลับคล้ายปลดเปลื้องจากภาระหนักที่แบกรับมา นานปี
“ท่านอาจยินยอมรับชะตากรรม แต่ข้าไม่คิดยอมจำนนต่อโชคชะตา เพียงเท่านี้” เสี่ยกงจู่แย้มยิ้มอย่างเฉิดฉัน ดวงตาคู่งามทอแววที่ผิดแผกไปจากเดิม
หญิงรับใช้วัยกลางคนเผยสีหน้าตะลึงงัน
“การหลงลืมเรื่องที่ไม่อยากลืม เป็นสิ่งที่โหดร้ายทารุณอย่างสุดแสน เมื่อเทียบกับมันแล้ว ข้ายังโชคดีกว่ามาก” เสี่ยกงจู่เงยหน้าขึ้น ดวงตา เลือนรางดุจเคลือบคลุมด้วยม่านหมอกชั้นหนึ่ง นางกล่าวแผ่วเบาคล้าย รำพึงกับตัวเอง
“หลายปีมานี้ ข้าเรียกได้ว่าเลอะ ๆ เลือน ๆ มานานนักได้ แต่ยอมรับการจัดการของตระกูล แท้ที่จริงมิใช่เพื่อตระกูลอานเหวย แต่ เพื่อท่านพ่อของข้า ทุกครั้งคราที่ข้าหวนนึกถึงว่าตระกูดอานเหายคือเลือด เนื้อและนํ้าตาของบิดาข้า ข้าก็มิอาจปฏิเสธข้อร้องขอของพวกมันได้ บัดนี้ ข้าคิดตกแล้วในเมื่อข้าไม่ต้องการลืมเลือน เช่นนั้นก็อย่าได้ลืมเลือนแล้ว ที่ ผ่านมาข้าเพียงจมปลักอยู่ในความทรงจำ เพียงกระทำตามความต้องการ ของผู้อื่นเหมือนหุ่นเชิด เมื่อมาย้อนคิดทบทวนดู ข้านับว่าเลอะเลือนงม งายจริง ๆ”
ใบหน้างดงามของเสียกงจู่ค่อย ๆ เปล่งรัศม