“นี่มันสถานที่ผีสางอันใดกัน!” หมิงเจวี๋ยจื่อบ่นพึมพำ พวกมันถูกขังอยู่ในนี้หลายวันแล้ว ยังคงค้นหาทางออกไม่พบแม้แต่เงา
อสูรควันดำกล่าวตำหนิตัวเอง “เป็นความผิดของข้าเอง! หากมิใช่เพราะข้า… …”
“เหล่าเฮย อย่าได้โทษตัวเอง นี่อาจจะเป็นโชควาสนาของพวกเราก็ได้” หนานเยว่รีบปลอบโยนอสูรควันดำ “ผู้คนด้านนอกมากมายล้วนต้องการเข้ามาในนี้ แต่พวกมันไหนเลยจะคาดคิดได้ว่าถูกพวกเราล่วงหน้ามาก่อนแล้ว”
คังเจ๋อกล่าวเสริมมาอย่างยิ้มแย้ม “เหล่าเฮย เจ้าต้องเปลืองสมองให้มากกว่านี้ พวกเรายังคาดหวังว่าเจ้าจะหาสมบัติพบ”
อาเหวินมีสีหน้าห่วงกังวลอยู่บ้าง “ติดอยู่ในนี้ กระทั่งคุกสิบนิ้วยังไม่มีทางเข้าไปได้ ต้าเหรินจะต้องไปตามหาพวกเราที่นั่นอย่างแน่นอน”
ทุกผู้คนนิ่งงันไป
อสูรผมสีส้มพลันเอ่ยปาก “อย่าห่วงไปเลย อย่าห่วงไปเลย มันมีคุณธรรมน้ามิตร จะต้องไม่ทอดทิ้งพวกเราแน่ อย่างเลวร้ายที่สุด เราจะเสาะหาสมบัติสักสองสามชิ้น แล้วค่อยแบ่งให้แก่มันสักเล็กน้อย”
“สมบัติอยู่ที่ใดเล่า?” หมิงเจวี๋ยจื่อกวาดตามองไปรอบ ๆ กล่าวด้วยสีหน้าละห้อยหดหู่ “สถานที่แห่งนี้ทั้งมืดทึบและไม่มีสิ่งใดเลย ข้าสงสัยว่าPage 1 of 11เราอยู่ในหอสมบัติมหาสันติจริง ๆ รึ? เราพากันค้นหาอยู่หลายวันแล้ว อย่าว่าแต่สมบัติ กระทั่งทางออกยังค้นไม่พบ!”
ในวันนั้นอสูรควันดำได้ค้นพบเบาะแสจากประโยคที่มันพบเจอ รีบแล่นมาบอกพวกพ้องอย่างลิงโลดยินดี พวกมันออกสืบค้นตามเบาะแสที่ได้