บิกกว้างอย่างฉับพลัน ยากจะปิดบังสีหน้าปิติยินดีของมันได้ แต่มันพยายามระงับใจอย่างสุดความสามารถ ไม่ให้หลุดปากร้องเรียกพวกนางออกไป
“เอาละ นับแต่นี้ไปพวกนางเป็นของเจ้า” เสียกงจู่เอื้อนเอ่ยต่อจั่วม่อด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย
จั่วม่อร้อยไม่คิดพันไม่คิดว่าเรื่องราวจะราบรื่นถึงเพียงนี้ มองดูใบหน้างามล้าของเสียกงจู่ ต้องค้อมกายคารวะอย่างจริงจัง “วันหน้าหากกงจู่นึกได้เรื่องที่ต้องการ ตราบเท่าที่ข้ายังไม่ไปจากนครมหาสันติ โปรดบอกมาได้ทุกเมื่อ!”
เสี่ยวกั่วทันใดนั้นเบิกตากว้าง สีหน้าทอแววเหลือเชื่อ ส่วนหลี่อิงฟ่งมองดูจั่วม่ออย่างกลัดกลุ้มกังวลใจ
“เช่นนั้นยามนี้เจ้าก็ติดค้างข้าเรื่องหนึ่ง” ดวงตาคู่งามของเสียกงจู่จับจ้องมองดูจั่วม่อ ปากกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ข้าชมชอบที่สุดเวลาที่ผู้คนติดค้างข้า รอจนข้าคิดออก เจ้าไม่อาจผิดคำพูด”
“ย่อมแน่นอน!” จั่วม่อกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“พาสหายของเจ้าไปเถอะ ระหว่างนี้พวกนางต้องเผชิญความยากลำบากไม่น้อย” เสียกงจู่กล่าวปนหัวร่อเบา ๆ
จั่วม่อเองก็ต้องการลากลับอยู่แล้ว รีบประสานมือคารวะเสียกงจู่“เช่นนั้นขออำลาแล้ว!”
มันผุดลุกขึ้น มือหนึ่งฉุดดึงเสี่ยวกั่ว อีกมือลากรั้งหลี่อิงฟ่ง ตระเตรียมทะยานร่างขึ้นกลางเวหาPage 10 of 11
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงสดใสกระจ่างชัดดังก้องลงมาจากฟากฟ้า
“พี่เซี่ยวม่อเกออยู่ที่ใด? ผู้น้องหนานเหมินเสวี่ย ขอท้าประลอง!”
เสียกงจู่มองดูใบหน้าแข็งทื่อตะลึงลานของ