าจาย่อมเป็นจั่วม่อ เห็นมันดิ้นรนลุกขึ้นยืนส่ายไปส่ายมา ถึงยามนี้ความคิดจิตใจของมันเลอะเลือนอลวนอย่างสิ้นเชิง แต่มันยังคงรู้สึกว่าเสิ่นอวี้ดูคุ้นตาอยู่บ้าง มันแม้จะเมามาย แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดกลับเห็นคนผู้นี้เป็นที่ขัดตายิ่งนัก มิหนำซ้ามันยังรู้สึกว่าประโยค ‘คนที่อัปลักษณ์อย่างยิ่งแต่อบอุ่นอ่อนโยนมาก’ ฟังดูคุ้นหูไม่น้อย จั่วม่อผู้เมามายจนเลอะเลือน ผลักดันป้ายยี่ห้อนี้ครอบลงบนศีรษะผู้อื่นแทน หลงลืมไปอย่างสมบูรณ์ว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับมันเอง
ทั่วตำหนักที่เงียบกริบดุจป่าช้าเพราะเสิ่นอวี้ท้าประลองหลันหยงบัดนี้แทบระเบิดไปด้วยเสียงหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว
บรรดาผู้ที่เข้าร่วมงานเลี้ยงหากมิใช่ชนชั้นสูงศักดิ์ ก็เป็นคหบดีอันมั่งคั่ง ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนแล้วแต่มีกลวิธีรวบรวมข่าวสารของตน ประโยค ‘คนที่อัปลักษณ์อย่างยิ่งแต่อบอุ่นอ่อนโยนมาก’ ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแพร่สะพัดไปทั่วนครมหาสันติตั้งแต่แรก ดังนั้นพวกมันพอฟังจั่วม่อถามไถ่เสิ่นอวี้เช่นนี้ล้วนพากันหัวร่องอหายอย่างไม่มีข้อยกเว้นPage 7 of 11
เสิ่นอวี้ใบหน้าแดงฉานปานตับสุกร จั่วม่อถึงกับฉีกกระชากรอยแผลของมันต่อหน้าผู้คนทั้งเมือง
เหล่านายน้อยตระกูลใหญ่ล่วงรู้จังหวะเวลาเป็นอย่างดี พากันโห่ร้องเป่าปากไม่ขาดหู พวกมันเมื่อเห็นสภาพน่าหัวร่อของเสิ่นอวี้ย่อมปิติยินดียิ่ง ร้องตะโกนหนุนออกมาจากท่ามกลางฝูงชน “วาวาวา อัปลักษณ์ยิ่ง แต่อบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง!” “