จั่วม่อนึกไม่ถึงว่ามันยังไม่ทันจะเริ่มลงมือด้วยซ้า กลับถูกคนค้นพบเข้าเสียแล้ว
มันชี้ไปที่อากุ่ยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์เป็นเชิงบอกใบ้ ห้ามมิให้พวกนางเคลื่อนไหว จากนั้นมันก้าวออกไปช้า ๆ มันจึงไม่เชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามค้นพบอากุ่ยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์ด้วย กล่าวตามความสัตย์ กระทั่งมันเองหากมิใช่ล่วงรู้ว่าพวกนางอยู่ที่นี่ ต่อให้พวกนางยืนอยู่ข้าง ๆ มัน มันยังไม่อาจตรวจพบกลิ่นอายของพวกนางได้แม้แต่น้อย
จริงดังคาด จั่วม่อชนะพนัน ซึ่งความจริงมีเพียงมันผู้เดียวที่ถูกค้นพบ
เทียบกับอีกสองนางแล้ว มันยังอ่อนด้อยจริง ๆ!
จั่วม่อรู้สึกอับอายขายหน้าอยู่บ้าง มันมีฝีมือในการดวลเดี่ยวและศึกสงครามขนาดใหญ่ แต่ดูเหมือนในด้านลอบจู่โจมจะไม่ช่าชองชำนาญเท่าใด
ในเมื่อมันไม่อาจลอบเข้าไป เช่นนั้นก็ต้องเปลี่ยนแผนการเป็นบุกเข้าไปตรง ๆ ใช้ตัวเองเป็นเครื่องทดสอบขุมกำลังของฝ่ายตรงข้ามเสียเลย
ในความเห็นของจั่วม่อ เสียกงจู่นับเป็นศัตรูของมัน เป็นการดีที่จะได้ทำความเข้าใจกับขุมกำลังที่แท้จริงของศัตรู
“เจ้าเป็นใคร? ขวางทางข้าด้วยเหตุใด?” สุ้มเสียงแหบพร่าผิดปกติของจั่วม่อ ดังลอดออกมาจากหน้ากาก
“เป็นมุสิกหดหัวตัวหนึ่งอย่างที่คาดเอาไว้ทีเดียว!” เสิ่นอวี้แค่นเสียงเหยียดหยาม มันยืนตระหง่านอยู่บนหลังคา รูปโฉมหล่อเหลาประดุจหยกดุจดั่งเทพเซียนทอดตามองลงมายังโลกหล้า
เทียบกันแล้ว จั่วม่อที่เปลี่ยนแปลงรูปโฉมร่างกายดูทุเรศนัยน์ตาเหลือทน มันยังส