…”
“ผู้น้อยในนามของตระกูลอ้ายเหมิง… …”“เซี่ยวม่อเกอเซียนเซิง… … ตระกูลเอ๋าเอ่อ … …”
สุ้มเสียงเชื้อเชิญไหลบ่ามาจากรอบทิศ ทำเอาจั่วม่อที่เดิมทีก็งุนงงสงสัยอยู่แล้ว ถึงกับสมองขาวว่างเปล่าไปเลย สีหน้ามันยิ่งเลื่อนลอยกว่าเดิม
เซี่ยวม่อเกอที่น่าสมเพช แทบไม่หลงเหลือเค้าอหังการเหยียดหยันโลกหล้าเหมือนเช่นปกติ มันในยามนี้เหมือนลูกแกะน้อยที่หวาดกลัวจนหัวหดตัวหนึ่ง วิ่งแจ้นหายไปเร็วกว่าเดิมเสียอีก
จนกระทั่งถึงบัดนี้ มันยังไม่มีปัญญาเข้าใจ ที่แท้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับคนเหล่านี้?
เกิดอะไรขึ้นกันหนอ
ชีเตียวอวี่ยืนตระหง่านบนยอดหลักศิลาดุจกระบี่เล่มหนึ่ง ดวงตาเย็นชาจ้องมองตามเงาร่างของจั่วม่อที่ลับหายไปอย่างครุ่นคิด
จั่วม่อพอหลบลี้หนีหาย ฝูงชนก็ค่อย ๆ แยกย้ายกันไป แต่การสนทนาถกเถียงอย่างร้อนแรงดังขึ้นทุกหัวระแหงในนครมหาสันติ การได้ชมดูนิมิตแห่งฟ้าดินด้วยสายตาตนเอง สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ พวกมันวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรสเกี่ยวกับหมู่ดาวประทานพร พลังดวงดาวอันยิ่งใหญ่ไพศาล และพากันขบคิดคาดเดาว่าเซี่ยวม่อเกอที่แท้ถือครองสังขารปิศาจชนิดใด… …
เป็นค่าคืนที่ยุ่งวุ่นวายมากจริง ๆ
หากบอกว่าการสังหารผังเฉินกลางลานประลอง เป็นเหตุให้จั่วม่อผุดขึ้นในสายตาของผู้คน เช่นนั้นนิมิตแห่งฟ้าดินหมู่ดาวประทานพร ก็ทำให้ผู้คนจดจำนามเซี่ยวม่อเกออย่างลึกล้า
ยอดอัจฉริยะอีกผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นแล้ว!
“ต้าเหริน