จะก่อเรื่องยุ่งยากได้?”
“เจ้าไม่ต้องการช่วยเหลือเสี่ยวกั่วกับหลี่อิงฟ่งหรือ?” ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็นชา “เราล่วงรู้ประวัติความเป็นมาทุกอย่างของตระกูลอานเหวยเราจะช่วยให้เจ้าสามารถชิงตัวเสี่ยวกั่วกับหลี่อิงฟ่งกลับคืนมา ในทางกลับกัน เจ้าต้องช่วยเราทวงถามหนี้สินจากตระกูลอานเหวย”
จั่วม่อหันไปมองเว่ย
เว่ยผงกศีรษะอย่างหนักแน่น “ที่มันกล่าวมาล้วนเป็นความสัตย์จริง”
ผูเยากับเว่ยเมื่อต่างพยักหน้ายืนยัน เรื่องนี้ก็ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาทันที
จั่วม่อผงกศีรษะรับ “ประเสริฐ! พวกเจ้าช่วยข้า ข้าช่วยพวกเจ้า!”
ปากแม้กล่าวเช่นนี้ แต่ในใจลอบตื่นตะลึง ตระกูลอานเหวยดูเหมือนล่วงเกินสองเฒ่าประหลาดคู่นี้ไม่น้อย กระทั่งผ่านล่วงไปเป็นพันปีพวกมันยังไม่ลืมเลือนความแค้น ไม่ทราบว่าข้อบาดหมางครั้งนั้นร้ายแรงสักปานใด?
อย่างไรก็ตาม ตราบเท่าที่มันสามารถช่วยเหลือเสี่ยวกั่วกับหลี่อิงฟ่งจั่วม่อยินดีปล่อยให้ทั้งสองคนนี้อาละวาดไปตามใจปรารถนา
?” ปู้เกิ้นถามอย่างเย็นชา
“ใช่ขอรับ! ผู้น้อยสืบทราบว่า หลันเทียนหลงมิเพียงไม่ลงมือ แต่ถึงกับมอบทาสผู้นั้นให้แก่ผู้นำค่ายเว่ยตามคำร้องขอ ทั้งยังมอบเหรียญตราสัญลักษณ์ให้ด้วยและเชื้อเชิญผู้อื่นมาร่วมดื่มสุราที่เคหสถานของมัน”ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานอย่างละเอียดยิบ
“ดูเหมือนว่าคนผู้นี้ไม่รวบรัดธรรมดาเสียแล้ว” ปู้เกิ้นพึมพำกับตนเอง จมลงไปในห้วงความคิด
เดิมทีมันตั้งใจว่าเมื่อเข้าสู่เมืองมหาสันติ