“เป็นอย่างไร?” เว่ยถามผูเยาเมื่อกลับมาถึง
“เด็กผู้หนึ่งจากตระกูลโหยวฉิน” ผูเยาตอบอย่างไร้อารมณ์
“ตระกูลโหยวฉิน?” เว่ยผงกศีรษะ สีหน้าหวนรำลึก “ตระกูลที่ทรงพลังยิ่ง แต่หากข้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะเป็นพวกอารมณ์ร้ายอยู่บ้าง”
“อา เจ้าเด็กผู้นั้นก็เหมือนกัน” ผูเยาสุ้มเสียงนุ่มนวลลงไม่น้อย “แต่พรสวรรค์ของมันไม่เลวจริง ๆ”
“เจ้าคิดใช้หมากตานี้อย่างไร?” เว่ยถาม
“รอดูว่ามันจะผ่านการทดสอบได้หรือไม่” ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็นชา แล้วพลันถามกลับว่า “แล้วพันธสัญญาเพรียกโลหิตของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ก็เห็นจะมีเสียงตอบรับแค่สองเสียงนี้เท่านั้น” เว่ยตอบพลางทอดถอนใจ “เวลายาวนานเกินไปจริง ๆ อาจบางทีตระกูลอื่น ๆ สูญสิ้นไปหมดแล้ว”
“สองคนก็นับว่าเพียงพอ” ผูเยากล่าวด้วยสีหน้าเฉื่อยชา
“มิผิด” เว่ยแย้มยิ้มเล็กน้อย “รวมกับเด็กน้อยจากตระกูลโหยวฉินพวกมันทั้งสาม ถึงเวลาแล้วที่เมล็ดพันธุ์ซึ่งบ่มเพาะมาหลายพันปีจะงอกเงยขึ้นมาอีกครั้ง”… …
… …“เศษสวะก็ยังคงเป็นได้แค่เศษสวะ! แค่เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ยังไม่มีปัญญากระทำสำเร็จ!”
ภายในห้องโถงใหญ่ สุ้มเสียงเย็นเยียบของปู้เกิ้นสะท้อนก้อง มันบริภาษอย่างรุนแรงโดยไม่แยแสสีหน้าขัดตาของผู้อื่น
คนผู้นี้ไม่สูงใหญ่ไม่กำยำ แต่ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น เต็มไปด้วยความทระนงองอาจอย่างบอกไม่ถูก
“พวกมันคือค่ายองครักษ์คนฆ่าสัตว์! หนึ่งร้อยเข่นฆ่าสามพันที่โจษจันกันไปทั่ว ผู้ใดกล้ารับประกันว่าส