ามารถเอาชัยพวกมันได้?” ยักษาเขียวผู้หนึ่งผุดลุกขึ้น พยายามปกป้องพวกพ้องของตน
“เศษสวะไม่จำเป็นต้องมีคำแก้ตัว” ปู้เกิ้นว่ากล่าวอย่างไม่ไว้หน้า มันกระทั่งหางตายังไม่เหลือบแลยักษาเขียวตนนั้น ทำทีประหนึ่งว่าผู้อื่นเป็นเพียงอากาศธาตุก็มิปาน
“เกี่ยวกับเรื่องนี้อาเกิ้นเจ้ามีความเห็นใด?” ประมุขตระกูลถามช้า ๆสีหน้ามืดทะมึน
“ไม่ต้องเอ่ยถึงเถาซิง การต่อสู้นี้เมื่อเริ่มต้นขึ้น เราก็พ่ายแพ้ไม่ได้อีก”ปู้เกิ้นประสานสายตากับประมุขตระกูลอย่างไม่กลัวเกรง เริ่มทำการแยกแยะด้วยสุ้มเสียงเย็นชา “โลกกำลังตกอยู่ในกลียุค ตระกูลยักษาเขียวเราหาใช่ตระกูลอันทรงพลังอำนาจไม่ เราไม่มีเค้าเดิมพันให้สูญเสียได้ หากแม้แต่ค่ายองครักษ์อันใดที่ไม่ทราบว่าผุดขึ้นจากแห่งหนใดก็สามารถเอาชนะเราได้ง่าย ๆ ไม่ช้าก็เร็วตระกูลยักษาเขียวเราคงได้แต่งอมือรอให้ผู้อื่นมารุมเชือดเฉือนตามอำเภอใจแล้ว”
เหล่ายักษาเขียวในโถงประชุมพอฟัง พลันสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดสุดทนดู ปู้เกิ้นกล่าวไม่ผิด หลักเหตุผลที่รวบรัดถึงเพียงนี้พวกมันไฉนนึกไม่ถึง ควรทราบว่าเผ่ายักษาแตกแขนงแยกย่อยออกไปมากหลายยักษาเขียวเป็นเพียงหนึ่งในนั้น เหตุที่ผู้คนหวั่นเกรงพวกมันยักษาเขียวมิใช่เพราะว่าพวกมันเป็นตระกูลสูงศักดิ์ และยิ่งมิใช่เพราะพวกมันเข้มแข็งทรงพลัง แต่เนื่องเพราะพฤติการณ์อันดุร้ายอำมหิตของพวกมัน ผู้คนเพียงหวั่นเกรงว่าจะตกเป็นเป้าหมายของฝูงสุนัขป่าบ้าเลือดอย่างพ