เปี๋ยหานเหลียวกลับไปมองมหาวิหารที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ยอดเจดีย์แหลมสูงอาจมองเห็นได้เลือนรางในชั้นเมฆ
ด้านหลังมันเป็นกองทัพอันแปลกประหลาด ยืนนิ่งเงียบงันราวกับไร้ชีวิต
กองทัพนี้แปลกประหลาดยิ่ง บ้างมีศีรษะเป็นวัว บ้างมีร่างกายดุจอาชา บ้างมีนอแรดงอกเงยออกมาจากกลางหน้าผาก ไม่ว่าซิวเจ่อใดที่พบเห็นกองพันประหลาดนี้ ล้วนมีสีหน้าน่าดูชม เผ่าปิศาจ! ไพร่พลของกองทัพนี้ล้วนเป็นเผ่าปิศาจทั้งสิ้น!
พวกมันนิ่งเงียบงันประดุจรูปปั้น ดวงตาหม่นมัวไร้ประกาย เป็นสีขาวเทาแห่งความตาย ลวดลายอักขระยันต์สีทองปกคลุมพัวพันอยู่ทั่วร่างของพวกมันราวกับรอยสักอันวิจิตรบรรจง
กองทัพนี้เป็นหนึ่งในกองพันที่มีชื่อเลื่องลือที่สุดของวัดเสวียนคงขนานนามด้วยนามอันแปลกพิกล…กองพันบาปเคราะห์!
เปี๋ยหานรั้งสายตากลับจากบรรดาไพร่พลที่ราวกับรูปปั้น ออกนำไปเบื้องหน้า ทั้งกองทัพเคลื่อนตามมาดุจสายน้าไหล
“อาณาจักรทะเลเมฆ… …” เปี๋ยหานกล่าวราวกระซิบกับตัวเอง รอบข้างมีแต่ความเงียบสงัดดุจป่าช้า
ในกองพันบาปเคราะห์ มีเพียงเปี๋ยหานผู้เป็นแม่ทัพ หาได้มีผู้ช่วยแม่ทัพอื่นใดอีกไม่
จั่วม่อพยายามสะกดข่มความร้อนรนกระวนกระวายในใจ รักษาสีหน้าสงบเยือกเย็นเอาไว้ ใช้เวลาว่างสนทนาเรื่องสัพเพเหระกับหัวหน้าเผ่าปิงเย่า เหล่ามนุษย์หมอกหนุ่มสาวภายในชนเผ่าชมชอบล้อมวงเข้ามารับฟังเรื่องราวจากการสนทนาของคนทั้งสอง หลังจากเก็บตัวโดดเดี่ยวจากโลกภายนอกมายาวนาน พวกมันเต็มไป